คำตอบเร็ว: ช่วงที่เหมาะปล่อยลูกปลาสลิดในบ่อน้ำกร่อยพื้นที่สมุทรปราการคือเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝนที่น้ำกร่อยเจือจางลงจากน้ำฝนทำให้ความเค็มลดลงมาอยู่ในระดับที่ลูกปลาสลิดวัยอ่อนทนได้ (ประมาณ 3-8 ส่วนในพัน) หลีกเลี่ยงการปล่อยช่วงหน้าแล้ง (มีนาคม-เมษายน) ที่น้ำทะเลหนุนสูงทำให้ความเค็มพุ่งเกิน 15 ส่วนในพัน ซึ่งลูกปลาสลิดตัวเล็กทนไม่ไหว ระยะเวลาเลี้ยงจนจับขายได้ประมาณ 8-10 เดือน หากปล่อยถูกช่วงจะจับขายได้พอดีช่วงปลายปีที่ตลาดปลาสลิดต้องการมากสำหรับทำปลาสลิดแดดเดียวขายช่วงเทศกาล
ปลาสลิด (Trichopodus pectoralis) เป็นสินค้าประจำถิ่นของพื้นที่น้ำกร่อยอย่างสมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีปฏิทินการเลี้ยงที่ผูกกับความเค็มของน้ำตามฤดูกาลอย่างเฉพาะเจาะจง ต่างจากปลาน้ำจืดทั่วไปที่ปล่อยลูกปลาได้เกือบทุกช่วงเวลา เกษตรกรที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นี้มักพลาดเพราะปล่อยลูกปลาโดยไม่ดูช่วงความเค็มของน้ำในรอบปี ทำให้สูญเสียลูกปลาไปตั้งแต่ต้นโดยไม่รู้สาเหตุ
ช่วงเดือนที่ความเค็มน้ำเหมาะสมสำหรับปล่อยลูกปลา
พื้นที่น้ำกร่อยแถบสมุทรปราการมีความเค็มของน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลชัดเจน ช่วงหน้าแล้ง (กุมภาพันธ์-เมษายน) น้ำทะเลหนุนสูงเข้ามาผสมในคลองชลประทานทำให้ความเค็มสูงถึง 12-20 ส่วนในพัน ซึ่งสูงเกินกว่าที่ลูกปลาสลิดวัยอ่อนจะทนได้ (ลูกปลาสลิดวัยอ่อนทนความเค็มได้ไม่เกิน 8-10 ส่วนในพัน ขณะที่ปลาสลิดโตเต็มวัยทนได้ถึง 10-15 ส่วนในพัน) พอเข้าสู่ต้นฤดูฝน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) น้ำฝนที่ไหลลงมาเจือจางความเค็มลงมาอยู่ที่ประมาณ 3-8 ส่วนในพัน ซึ่งเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับปล่อยลูกปลาสลิด
| ช่วงเดือน | ความเค็มโดยประมาณ | เหมาะปล่อยลูกปลาไหม |
|---|---|---|
| กุมภาพันธ์-เมษายน (หน้าแล้ง) | 12-20 ส่วนในพัน | ไม่เหมาะ เสี่ยงลูกปลาตายสูง |
| พฤษภาคม-กรกฎาคม (ต้นฝน) | 3-8 ส่วนในพัน | เหมาะที่สุด |
| สิงหาคม-ตุลาคม (ฝนชุก) | 0-3 ส่วนในพัน | พอปล่อยได้ แต่ต้องระวังน้ำจืดเกินไป |
| พฤศจิกายน-มกราคม (ปลายฝน-ต้นแล้ง) | 5-10 ส่วนในพัน | พอปล่อยได้ในบางพื้นที่ |
ควรวัดค่าความเค็มจริงในบ่อของตัวเองด้วยเครื่องวัดความเค็ม (รีแฟรกโตมิเตอร์หรือเครื่องวัดไฟฟ้า) ก่อนปล่อยลูกปลาทุกครั้ง เพราะความเค็มในแต่ละพื้นที่ย่อยของสมุทรปราการอาจต่างกันขึ้นกับระยะห่างจากปากแม่น้ำและระบบชลประทานในพื้นที่ ไม่ควรอ้างอิงตัวเลขทั่วไปเพียงอย่างเดียวโดยไม่วัดจริง
เกษตรกรบางรายในพื้นที่จดบันทึกค่าความเค็มทุกวันตลอดทั้งปีเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานข้อมูลเฉพาะของบ่อตัวเองที่แม่นยำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปในตำรา เพราะแต่ละบ่อแม้อยู่ในพื้นที่ใกล้กันก็อาจมีรูปแบบความเค็มที่ต่างกันเล็กน้อยขึ้นกับความลึกของบ่อ ระยะห่างจากคลองส่งน้ำหลัก และการจัดการระบบระบายน้ำของแต่ละแปลง การมีข้อมูลย้อนหลังของบ่อตัวเองจึงเป็นเครื่องมือวางแผนปฏิทินการเลี้ยงที่แม่นยำที่สุด
ระยะเวลาเลี้ยงถึงจับขาย
หากปล่อยลูกปลาสลิดช่วงต้นฤดูฝน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ปลาจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8-10 เดือนจนโตได้ขนาดจับขาย (น้ำหนักประมาณ 80-120 กรัมต่อตัว) ซึ่งจะพอดีกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของปีถัดไป ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดปลาสลิดแดดเดียวต้องการมากเพราะเข้าสู่ฤดูแล้งที่แดดดีเหมาะทำปลาแดดเดียว และใกล้เทศกาลที่คนซื้อปลาสลิดแดดเดียวเป็นของฝากมากขึ้น การวางแผนปล่อยลูกปลาให้ตรงช่วงจึงส่งผลโดยตรงต่อราคาขายที่จะได้รับ
ทำไมช่วงจับขายต้องตรงกับฤดูแดดดี
ปลาสลิดส่วนใหญ่ไม่ได้ขายเป็นปลาสด แต่แปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวหรือปลาสลิดตากแห้งซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าขายสดมาก การตากปลาต้องอาศัยแดดจัดต่อเนื่องหลายวัน ถ้าจับปลาช่วงหน้าฝนที่แดดไม่สม่ำเสมอจะตากปลาไม่ได้คุณภาพ ต้องขายเป็นปลาสดราคาต่ำกว่ามาก การวางแผนปฏิทินปล่อยลูกปลาให้จับขายได้ตรงช่วงหน้าแล้งที่แดดดีจึงสำคัญมากสำหรับปลาสลิด ต่างจากปลาชนิดอื่นที่ไม่ต้องพึ่งพาแดดในการแปรรูป
ขั้นตอนการแปรรูปปลาสลิดแดดเดียวโดยสังเขป
หลังจับปลาขึ้นจากบ่อ นำมาผ่าท้องควักไส้ออก ล้างทำความสะอาด แล้วหมักกับเกลือในอัตราส่วนที่พอเหมาะ (ไม่เค็มจัดเกินไปเพราะจะกระทบรสชาติ) ก่อนนำไปตากแดดต่อเนื่อง 1-2 วันจนผิวปลาแห้งหมาดแต่เนื้อในยังชุ่มอยู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปลาสลิดแดดเดียวที่ต่างจากปลาตากแห้งทั่วไปที่ตากจนแห้งสนิท ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยแดดแรงสม่ำเสมอ จึงเป็นเหตุผลที่การวางแผนปฏิทินปล่อยลูกปลาให้จับขายตรงช่วงหน้าแล้งมีความสำคัญโดยตรงต่อคุณภาพและมูลค่าของสินค้าปลายทาง
เตรียมบ่อพักปรับความเค็มก่อนปล่อยลูกปลา
เกษตรกรมืออาชีพในพื้นที่สมุทรปราการมักมีบ่อพักขนาดเล็กแยกจากบ่อเลี้ยงหลัก ใช้สำหรับปรับสภาพลูกปลาให้คุ้นกับความเค็มของบ่อจริงก่อนปล่อยลงบ่อเลี้ยง วิธีนี้ช่วยลดอาการช็อกจากการเปลี่ยนความเค็มแบบฉับพลัน โดยทั่วไปใช้เวลาปรับสภาพประมาณ 2-4 ชั่วโมง ค่อยๆ ผสมน้ำจากบ่อเลี้ยงลงในถังพักลูกปลาทีละน้อยจนความเค็มใกล้เคียงกัน แล้วจึงปล่อยลงบ่อจริง ขั้นตอนนี้ดูเหมือนยุ่งยากแต่ช่วยลดอัตราการตายของลูกปลาได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อฤดูกาลที่ความเค็มยังไม่นิ่ง
การทยอยปล่อยลูกปลาเป็นรุ่นแทนการปล่อยทีเดียวทั้งหมด
แทนที่จะปล่อยลูกปลาทั้งหมดในครั้งเดียว เกษตรกรที่มีประสบการณ์มักแบ่งปล่อยเป็น 2-3 รุ่นห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ในช่วงต้นฤดูฝน วิธีนี้ช่วยกระจายความเสี่ยง หากรุ่นแรกเจอสภาพอากาศแปรปรวนหรือความเค็มยังไม่นิ่งพอ รุ่นถัดไปก็ยังมีโอกาสรอดสูงกว่า นอกจากนี้การทยอยปล่อยยังช่วยกระจายช่วงเวลาจับขายออกไปเล็กน้อย ทำให้ไม่ต้องจับปลาทั้งบ่อพร้อมกันซึ่งอาจทำให้ราคาตกในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากเกินไป
ความเสี่ยงถ้าปล่อยผิดช่วง
ถ้าปล่อยลูกปลาสลิดช่วงหน้าแล้ง (กุมภาพันธ์-เมษายน) ที่ความเค็มสูงเกิน 12 ส่วนในพัน ลูกปลาวัยอ่อนจะตายเป็นจำนวนมากภายในสัปดาห์แรกเพราะความเค็มสูงทำให้ลูกปลาเสียสมดุลของเหลวในร่างกาย (osmotic stress) อัตรารอดอาจต่ำเพียง 20-40% เทียบกับ 60-80% ถ้าปล่อยถูกช่วง นอกจากนี้ถ้าปล่อยช่วงปลายฝนล่าช้าเกินไป (พฤศจิกายน-มกราคม) ปลาจะโตช้าเพราะอุณหภูมิน้ำเริ่มเย็นลง และจะจับขายได้ไม่ตรงกับช่วงหน้าแล้งที่แดดดี ทำให้พลาดโอกาสทำปลาสลิดแดดเดียวช่วงราคาดีไปอีกรอบ ต้องรอไปอีกเกือบปี
ปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาร่วมกับความเค็ม
นอกจากความเค็มแล้ว ปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่น้ำกร่อยยังมีเรื่องคุณภาพน้ำด้านอื่น เช่น ค่าออกซิเจนละลายน้ำ ค่าความเป็นกรดด่าง และปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่น้ำฝนชะล้างสารอินทรีย์จากพื้นที่รอบบ่อลงมาสะสมในบ่อมากขึ้น อาจทำให้ค่าออกซิเจนลดลงในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืด เกษตรกรควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมปลาโดยเฉพาะช่วงเช้ามืดซึ่งเป็นช่วงที่ค่าออกซิเจนต่ำที่สุดของวัน หากพบปลาลอยหัวขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเป็นจำนวนมากผิดปกติ ควรเปิดเครื่องตีน้ำเพิ่มออกซิเจนทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ปล่อยลูกปลาตามปฏิทินทั่วไปโดยไม่วัดความเค็มน้ำจริงในบ่อของตัวเองก่อน
- ปล่อยลูกปลาช่วงหน้าแล้งที่น้ำทะเลหนุนสูง คิดว่าปลาสลิดทนน้ำเค็มได้เหมือนปลาโตเต็มวัย
- ไม่มีเครื่องวัดความเค็มประจำบ่อ ใช้การชิมรสน้ำด้วยปากซึ่งไม่แม่นยำและไม่ปลอดภัย
- วางแผนจับขายไม่สอดคล้องกับฤดูแดด ทำให้ต้องขายปลาสดราคาต่ำแทนปลาแดดเดียวราคาสูง
- ปล่อยลูกปลาทั้งหมดพร้อมกันโดยไม่ทยอยปล่อยเป็นรุ่น ทำให้เสี่ยงสูญเสียทั้งหมดถ้าจังหวะผิดพลาด
- ไม่เตรียมบ่อพักปรับความเค็มก่อนปล่อยลูกปลาลงบ่อจริง ทำให้ลูกปลาช็อกจากความเค็มเปลี่ยนฉับพลัน
- ไม่ติดตามพยากรณ์อากาศและระดับน้ำทะเลหนุนล่วงหน้า ทำให้ปล่อยลูกปลาตรงกับช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงผิดฤดูโดยไม่รู้ตัว
- ละเลยการสังเกตพฤติกรรมปลาในช่วงเช้ามืดที่ค่าออกซิเจนต่ำ ทำให้แก้ปัญหาช้าเกินไปเมื่อเกิดภาวะขาดออกซิเจน
การดูแลบ่อระหว่างช่วงเปลี่ยนฤดูกาล
นอกจากช่วงปล่อยลูกปลาแล้ว การดูแลบ่อระหว่างรอยต่อฤดูกาลก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนต่อต้นฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ที่ความเค็มเริ่มไต่ระดับขึ้นอีกครั้ง เกษตรกรควรวัดความเค็มถี่ขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งในช่วงนี้ และเตรียมแผนสำรองถ้าความเค็มขึ้นเร็วเกินคาด เช่น การเปิดประตูน้ำรับน้ำจืดเพิ่มจากคลองใกล้เคียงหรือสูบน้ำจืดเข้าเจือจางในกรณีฉุกเฉิน หากปล่อยให้ความเค็มขึ้นเร็วเกินไปโดยไม่ปรับตัว ปลาสลิดที่กำลังโตอาจเครียดและกินอาหารน้อยลง ทำให้อัตราการเจริญเติบโตชะลอตัวในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจับขาย ซึ่งกระทบต่อขนาดปลาและน้ำหนักที่จะได้ในวันจับจริง
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าปลาสลิดเครียดจากความเค็มเปลี่ยนเร็ว
สัญญาณที่สังเกตได้ง่ายคือปลาลอยตัวขึ้นผิวน้ำบ่อยผิดปกติ กินอาหารช้าลงหรือไม่กินเลย ว่ายน้ำเซื่องซึมไม่กระฉับกระเฉงเหมือนปกติ และในกรณีรุนแรงอาจพบปลาตายลอยเป็นจุดๆ ตามผิวน้ำ หากพบสัญญาณเหล่านี้ควรรีบวัดค่าความเค็มทันทีเพื่อยืนยันสาเหตุ และดำเนินการเจือจางน้ำหรือถ่ายน้ำบางส่วนโดยเร็วก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปทั้งบ่อ
ต้นทุนและผลตอบแทนโดยประมาณต่อรอบการเลี้ยง
สำหรับบ่อขนาด 1 ไร่ ต้นทุนลูกปลาสลิดประมาณ 3,000-5,000 ตัว (ราคาลูกปลาประมาณ 0.3-0.5 บาทต่อตัว) รวมค่าลูกปลาประมาณ 1,000-2,500 บาท ค่าอาหารตลอดรอบเลี้ยง 8-10 เดือนประมาณ 15,000-25,000 บาท (ปลาสลิดกินอาหารธรรมชาติในบ่อได้มากพอสมควรถ้าบ่อดินมีความอุดมสมบูรณ์ จึงลดต้นทุนอาหารเทียบกับปลาชนิดอื่นที่ต้องพึ่งอาหารเม็ดทั้งหมด) รวมต้นทุนทั้งรอบประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อไร่ หากได้ผลผลิตประมาณ 300-400 กิโลกรัมต่อไร่และขายเป็นปลาสลิดแดดเดียวได้ราคาเฉลี่ย 180 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รายได้ประมาณ 54,000-72,000 บาทต่อไร่ หักต้นทุนแล้วเหลือกำไรประมาณ 25,000-45,000 บาทต่อไร่ต่อรอบ ตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการ ผลตอบแทนจริงขึ้นกับคุณภาพน้ำ อัตรารอด และราคาตลาด ณ ช่วงจับขาย
ช่องทางขายและการต่อรองราคา
ปลาสลิดแดดเดียวจากสมุทรปราการมักขายผ่านหลายช่องทาง ทั้งขายส่งให้พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงฟาร์ม ขายที่ตลาดนัดในพื้นที่ และช่องทางออนไลน์ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลัง การขายผ่านพ่อค้าคนกลางสะดวกแต่ได้ราคาต่ำกว่า ขณะที่การขายตรงให้ผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์หรือตลาดนัดได้ราคาสูงกว่าแต่ต้องใช้แรงและเวลาในการจัดการเพิ่มขึ้น เกษตรกรที่วางแผนปฏิทินการเลี้ยงให้จับขายได้ตรงช่วงเทศกาลหรือช่วงที่มีงานแสดงสินค้าเกษตรในพื้นที่ มักได้เปรียบด้านราคาเพราะความต้องการซื้อสูงกว่าช่วงปกติ ควรติดตามปฏิทินงานเทศกาลและงานแสดงสินค้าในพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อวางแผนจับปลาให้ตรงจังหวะ
สรุป
การเลี้ยงปลาสลิดในบ่อน้ำกร่อยพื้นที่สมุทรปราการต้องวางแผนตามปฏิทินความเค็มของน้ำเป็นหลัก ปล่อยลูกปลาช่วงต้นฤดูฝน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ที่ความเค็มลดลงมาอยู่ในระดับปลอดภัย จะทำให้จับขายได้ตรงช่วงหน้าแล้งปีถัดไปที่แดดดีเหมาะทำปลาสลิดแดดเดียวราคาสูง การปล่อยผิดช่วงไม่ใช่แค่เสี่ยงลูกปลาตายจากความเค็มสูงเท่านั้น แต่ยังพลาดโอกาสด้านราคาขายที่ต่างกันมากระหว่างปลาสดกับปลาแดดเดียวด้วย ควรมีเครื่องวัดความเค็มประจำบ่อและวัดค่าจริงทุกครั้งก่อนปล่อยลูกปลา ไม่ใช่อ้างอิงปฏิทินทั่วไปเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมประมง — ข้อมูลชีววิทยาปลาสลิดและแนวทางการเพาะเลี้ยงในพื้นที่น้ำกร่อย
- กรมชลประทาน — ข้อมูลระดับความเค็มของน้ำในพื้นที่ชลประทานน้ำกร่อยตามฤดูกาล
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นเพิ่มเติมได้ที่หมวด ประมง
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

กระชังบก กระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป 2x2x90 ยกขอบบ่อ 30 ซม. (เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ)
ดูรายละเอียด
กระชังบก กระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป 2x2x120 ยกขอบบ่อ 30 ซม. (เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ)
ดูรายละเอียด
อวนคลุมบ่อกันนก อวนปิดปากบ่อ บ่อผ้าใบ บ่อดิน เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ รุ่นเคลือบสารพิเศษกันแดด
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ปลาสลิดทนน้ำจืดสนิทได้ไหม ไม่ต้องมีความเค็มเลย
ปลาสลิดปรับตัวอยู่ในน้ำจืดสนิทได้เช่นกัน แต่ปลาสลิดที่เลี้ยงในน้ำกร่อยมักมีรสชาติเนื้อที่เข้มข้นกว่าและเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสลิดแดดเดียวคุณภาพสูงมากกว่า ซึ่งเป็นจุดขายเฉพาะของปลาสลิดสมุทรปราการที่ทำให้ราคาสูงกว่าปลาสลิดน้ำจืดทั่วไป
วัดความเค็มน้ำด้วยอะไรได้บ้าง
ใช้รีแฟรกโตมิเตอร์วัดความเค็ม (ราคาประมาณ 300-800 บาท ใช้ได้นาน) หรือเครื่องวัดความเค็มแบบดิจิทัล (แพงกว่าแต่แม่นยำและอ่านค่าง่ายกว่า) ควรวัดทุกครั้งก่อนปล่อยลูกปลาและวัดเป็นระยะระหว่างเลี้ยงโดยเฉพาะช่วงรอยต่อฤดูกาล
ถ้าพลาดช่วงปล่อยลูกปลาที่เหมาะสมแล้วควรทำอย่างไร
ถ้าพลาดช่วงต้นฝนไปแล้ว ควรรอจนกว่าความเค็มจะลดลงมาอยู่ในระดับปลอดภัยจริงๆ (วัดค่าจริงไม่ใช่กะเอา) แทนที่จะฝืนปล่อยลูกปลาตอนความเค็มยังสูงอยู่ การรอไปอีก 1-2 เดือนดีกว่าเสี่ยงสูญเสียลูกปลาทั้งหมด
ปลาสลิดขายราคาเท่าไหร่ทั้งแบบสดและแดดเดียว
ปลาสลิดสดหน้าฟาร์มขายได้ประมาณ 60-90 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ปลาสลิดแดดเดียวขายได้สูงถึง 150-250 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาผันผวนตามฤดูกาลและเกรดปลา ควรเช็คราคาปัจจุบันจากตลาดในพื้นที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ) ส่วนต่างราคานี้คือเหตุผลสำคัญที่ต้องวางแผนปฏิทินปล่อยลูกปลาให้จับขายได้ตรงฤดูแดดดี
เลี้ยงปลาสลิดในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ดีกว่ากัน
บ่อดินเหมาะกว่าสำหรับปลาสลิดเพราะให้พื้นที่กว้างและมีอาหารธรรมชาติในบ่อช่วยลดต้นทุนอาหาร ส่วนบ่อซีเมนต์เหมาะกับพื้นที่จำกัดแต่ต้องลงทุนอาหารเสริมมากกว่าและควบคุมความเค็มยากกว่าเพราะปริมาณน้ำน้อยกว่าเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า
