คำตอบเร็ว: ปลาไหลนาต้นทุนสูงกว่าปลาดุกมากทั้งค่าลูกพันธุ์ (แพงกว่า 5-15 เท่า) และค่าอาหาร (แพงกว่า 3-5 เท่า เพราะกินอาหารสดไม่ใช่อาหารเม็ด) แต่ราคาขายปลาไหลนาก็สูงกว่าปลาดุก 4-6 เท่าเช่นกัน (200-350 บาท/กก. เทียบ 40-60 บาท/กก.) โดยรวมแล้วปลาไหลนาให้กำไรต่อกิโลกรัมดีกว่าถ้าขายได้ราคาและมีตลาดรองรับแน่นอน แต่ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าเกือบ 3 เท่า (8-12 เดือน เทียบ 3-4 เดือน) และมีความเสี่ยงเรื่องแหล่งอาหารสดไม่แน่นอน ถ้ายังไม่มีตลาดรองรับชัดเจนไม่ควรเปลี่ยนจากปลาดุกมาปลาไหลนาทั้งหมด
ปลาไหลนา (Monopterus albus) เป็นปลาเศรษฐกิจมูลค่าสูงเฉพาะทาง ต่างจากปลาดุกที่เป็นปลาเลี้ยงง่ายราคาประหยัดที่มีอยู่แล้วในระบบฟาร์มทั่วไป การตัดสินใจเปลี่ยนหรือเพิ่มปลาไหลนาเข้ามาในฟาร์มจึงต้องดูตัวเลขต้นทุนจริงเทียบกับปลาดุกที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ดูราคาขายปลายทางที่สูงกว่าอย่างเดียว เพราะโครงสร้างต้นทุนทั้งสองชนิดต่างกันมาก บทความนี้จะไล่ตัวเลขทีละหมวดตั้งแต่ค่าลูกพันธุ์ ค่าอาหาร ไปจนถึงการคำนวณจุดคุ้มทุนเต็มรอบ เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าควรเปลี่ยนหรือเพิ่มปลาไหลนาเข้ามาในฟาร์มหรือไม่
ราคาลูกพันธุ์ปลาไหลนาเทียบปลาดุก
ลูกพันธุ์ปลาไหลนาราคาแพงกว่าลูกปลาดุกมาก เพราะการเพาะพันธุ์ปลาไหลนาเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยยังทำได้ยากกว่ามากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการเพาะฟักปลาดุกที่พัฒนามานานหลายสิบปีจนเป็นมาตรฐานทั่วไปแล้ว ฟาร์มส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการจับลูกปลาไหลนาจากธรรมชาติมาขุนต่อ หรือซื้อจากฟาร์มเพาะที่มีจำนวนจำกัด ราคาลูกพันธุ์ปลาไหลนาขนาดเล็ก (ยาวประมาณ 10-15 ซม.) อยู่ที่ประมาณ 3-8 บาทต่อตัว ขณะที่ลูกปลาดุกอุยหรือดุกบิ๊กอุยขนาดไล่เลี่ยกันราคาเพียง 0.30-0.80 บาทต่อตัว คิดเป็นส่วนต่างประมาณ 5-15 เท่า
ทำไมลูกพันธุ์ปลาไหลนาถึงแพงกว่ามาก
ปลาดุกเพาะพันธุ์เทียมได้ง่ายและเร็ว ฟาร์มเพาะพันธุ์มีจำนวนมากทั่วประเทศทำให้ราคาลูกพันธุ์แข่งขันกันจนถูก ส่วนปลาไหลนามีพฤติกรรมการสืบพันธุ์ที่ซับซ้อนกว่า (เป็นปลาที่เปลี่ยนเพศได้ตามช่วงวัย) การเพาะฟักเทียมทำได้ในวงจำกัด ทำให้อุปทานลูกพันธุ์น้อยกว่าความต้องการมาก ราคาจึงสูงและมักผันผวนตามฤดูกาลจับปลาไหลนาธรรมชาติด้วย ช่วงต้นฤดูฝนที่ปลาไหลนาธรรมชาติออกหากินมากมักหาลูกพันธุ์ได้ง่ายและราคาถูกกว่าช่วงหน้าแล้ง
| รายการ | ปลาไหลนา | ปลาดุก |
|---|---|---|
| ราคาลูกพันธุ์ต่อตัว | 3-8 บาท | 0.30-0.80 บาท |
| ต้นทุนลูกพันธุ์ 1,000 ตัว | 3,000-8,000 บาท | 300-800 บาท |
| ระยะเวลาเลี้ยงถึงจับขาย | 8-12 เดือน | 3-4 เดือน |
| ราคาขายต่อกิโลกรัม | 200-350 บาท | 40-60 บาท |
ต้นทุนอาหารเฉพาะทางของปลาไหลนา
นี่คือจุดต่างที่สำคัญที่สุด ปลาดุกกินอาหารเม็ดสำเร็จรูปได้ดีและราคาไม่แพง (อาหารเม็ดปลาดุกประมาณ 25-35 บาท/กก. อัตราแลกเนื้อประมาณ 1:1.2-1.5) แต่ปลาไหลนาเป็นปลากินเนื้อที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารเม็ดสำเร็จรูป โดยเฉพาะช่วงแรกของการเลี้ยงต้องฝึกให้กินอาหาร ฟาร์มส่วนใหญ่จึงใช้อาหารสดเป็นหลัก เช่น หอยเชอรี่สับ ปลาเป็ดสับ ไส้เดือนดิน ลูกกุ้งฝอยเล็กๆ หรือเศษเครื่องในไก่จากโรงเชือดที่บางฟาร์มใช้เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกทดแทน ต้นทุนอาหารสดเฉลี่ยประมาณ 20-35 บาทต่อกิโลกรัมน้ำหนักปลาไหลนาที่เพิ่มขึ้น (คิดเป็นอัตราแลกเนื้อประมาณ 4-6 กิโลกรัมอาหารสดต่อน้ำหนักปลาที่เพิ่ม 1 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าปลาดุกมาก) ซึ่งสูงกว่าต้นทุนอาหารปลาดุกราว 3-5 เท่า และยังมีความเสี่ยงเรื่องหาแหล่งอาหารสดไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะหอยเชอรี่ที่ราคาผันผวนตามฤดูกาลนาข้าว
แนวทางลดต้นทุนอาหารปลาไหลนา
ฟาร์มที่ทำสำเร็จมักฝึกให้ปลาไหลนากินอาหารเม็ดปลาดุกโปรตีนสูง (ผสมกับอาหารสดในช่วงแรก) ได้บางส่วนหลังเลี้ยงไปแล้ว 1-2 เดือน ช่วยลดต้นทุนอาหารลงได้ประมาณ 20-30% แต่ต้องใช้เวลาฝึกและอาจทำให้ปลาโตช้าลงเล็กน้อยเทียบกับให้อาหารสดล้วน อีกแนวทางคือเลี้ยงหอยเชอรี่หรือไส้เดือนดินเองในฟาร์มเพื่อลดต้นทุนซื้ออาหารสด ซึ่งเหมาะกับฟาร์มที่มีพื้นที่นาข้าวหรือบ่อว่างอยู่แล้ว
แรงงานและความเสี่ยงด้านโรคเทียบกัน
ปลาดุกให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปโรยครั้งเดียวได้ปริมาณมาก ใช้เวลาแรงงานต่อวันน้อย ส่วนปลาไหลนาต้องเตรียมอาหารสด (สับ/หั่น) ก่อนให้ทุกครั้ง ใช้เวลาแรงงานต่อวันมากกว่าประมาณ 2-3 เท่า และต้องเก็บเศษอาหารที่เหลือออกจากบ่อทุกวันเพื่อไม่ให้น้ำเน่า มิฉะนั้นจะเกิดแอมโมเนียสะสมทำให้ปลาไหลนาป่วยง่าย ด้านโรค ปลาดุกมีโรคที่คุ้นเคยและมีวิธีรักษาที่รู้จักกันดีในหมู่เกษตรกร (เช่นโรคจากแบคทีเรียในน้ำเสีย) ส่วนโรคปลาไหลนายังมีข้อมูลในประเทศไทยน้อยกว่า ฟาร์มที่เจอปัญหาโรคในปลาไหลนามักต้องปรึกษาสัตวแพทย์สัตว์น้ำหรือกรมประมงโดยตรงเพราะหาข้อมูลรักษาเองได้ยากกว่า
ราคาขายที่สูงกว่าชดเชยต้นทุนได้ไหม
มาดูตัวอย่างคำนวณเต็มรอบ: เลี้ยงปลาไหลนา 1,000 ตัวในบ่อซีเมนต์ ต้นทุนลูกพันธุ์ประมาณ 5,000 บาท (เฉลี่ย 5 บาท/ตัว) ต้นทุนอาหารตลอดรอบ 8-12 เดือนประมาณ 15,000-25,000 บาท (คำนวณจากอัตราแลกเนื้อและปริมาณอาหารสดที่ต้องใช้) รวมต้นทุนอื่น (ค่าน้ำ ค่าไฟ ยา) ประมาณ 3,000-5,000 บาท รวมต้นทุนทั้งรอบราว 23,000-35,000 บาท หากอัตรารอด 60-70% และปลาโตเฉลี่ยตัวละ 150-200 กรัม จะได้ผลผลิตประมาณ 90-140 กก. ขายที่ราคาเฉลี่ย 250 บาท/กก. จะได้รายรับ 22,500-35,000 บาท เทียบกับปลาดุกซึ่งเป็นปลาที่มีอยู่แล้วในระบบฟาร์มทั่วไป เลี้ยง 1,000 ตัวที่ต้นทุนรวมทั้งรอบเพียง 8,000-12,000 บาท ได้ผลผลิตประมาณ 300-400 กก. (อัตรารอดสูงกว่า) ขายที่ 50 บาท/กก. รายรับ 15,000-20,000 บาท
เห็นได้ว่าปลาไหลนาให้รายรับสูงกว่าในบางกรณี แต่ต้นทุนก็สูงกว่ามากเช่นกัน และใช้เวลานานกว่าเกือบ 3 เท่า เมื่อคิดเป็นกำไรต่อเดือนต่อรอบ ปลาดุกมักให้ผลตอบแทนเร็วกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า ส่วนปลาไหลนาให้กำไรต่อรอบสูงกว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ความเสี่ยงเรื่องอัตรารอดต่ำ (ปลาไหลนาไวต่อคุณภาพน้ำและอาจกินกันเองถ้าอาหารไม่พอ) และตลาดที่แคบกว่าทำให้ความเสี่ยงโดยรวมสูงกว่าปลาดุกชัดเจน
จุดคุ้มทุนขั้นต่ำที่ต้องขายได้เท่าไหร่
จากต้นทุนรวม 23,000-35,000 บาทและผลผลิตประมาณ 90-140 กก. คำนวณกลับเป็นราคาขายขั้นต่ำที่ต้องได้เพื่อไม่ขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 180-250 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าตลาดในพื้นที่รับซื้อปลาไหลนาต่ำกว่านี้ (เช่นบางช่วงที่ตลาดล้นจากปลาไหลนาธรรมชาติราคาอาจตกลงมาที่ 150-180 บาท/กก.) การเลี้ยงจะแทบไม่เหลือกำไรหรือขาดทุน จึงต้องเช็คราคาตลาดปลายทางจริงในพื้นที่ตัวเองก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่อ้างอิงราคาเฉลี่ยทั่วประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะราคาปลาไหลนาผันผวนตามพื้นที่และฤดูกาลค่อนข้างมาก ต่างจากปลาดุกที่ราคาค่อนข้างนิ่งกว่าทั่วประเทศ
ทางเลือกเสริม: ปลาไหลนาในตลาดปลาสวยงามและตลาดยาสมุนไพร
นอกจากตลาดร้านอาหารและส่งออก ปลาไหลนายังมีดีมานด์เฉพาะกลุ่มจากร้านขายยาสมุนไพรจีนที่ใช้ปลาไหลนาเป็นส่วนประกอบตำรับยาบำรุงบางชนิด และตลาดปลาสวยงามที่นิยมปลาไหลนาเผือกหรือปลาไหลนาสีแปลก ซึ่งราคาสูงกว่าปลาไหลนาขายเนื้อทั่วไปหลายเท่า แต่เป็นตลาดที่แคบมากและต้องอาศัยเครือข่ายผู้ซื้อเฉพาะทาง ไม่ควรวางแผนธุรกิจหลักบนตลาดกลุ่มนี้ ควรมองเป็นช่องทางเสริมสำหรับผลผลิตส่วนน้อยที่มีลักษณะพิเศษเท่านั้น
ตลาดปลาไหลนาต้องเช็คก่อนลงทุนจริง
ปลาไหลนาขายดีในตลาดร้านอาหารเฉพาะทาง ตลาดส่งออกไปจีนและเวียดนามที่นิยมบริโภคปลาไหล และตลาดปลาสวยงามบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ตลาดกว้างเหมือนปลาดุกที่ขายได้ทุกตลาดสดทั่วไป อีกวิธีทดสอบตลาดง่ายๆ คือโทรสอบถามร้านอาหารอีสาน ร้านอาหารเวียดนาม หรือร้านขายส่งอาหารทะเล/สัตว์น้ำในตัวจังหวัดว่ารับซื้อปลาไหลนาหรือไม่ ปริมาณเท่าไหร่ต่อเดือน ก่อนตัดสินใจเลี้ยงจริงควรหาผู้รับซื้อแน่นอนล่วงหน้า เพราะปลาไหลนาที่เลี้ยงจนโตเต็มที่แล้วขายไม่ออกจะเป็นภาระต้นทุนอาหารต่อเนื่องสูงกว่าปลาดุกมาก
ปลาไหลนาเหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร
ถ้ามีตลาดร้านอาหารหรือผู้รับซื้อส่งออกที่ติดต่อไว้แน่นอนแล้ว มีเงินทุนหมุนเวียนพอรองรับรอบเลี้ยง 8-12 เดือนโดยไม่ต้องรีบขาย และมีเวลาดูแลอาหารสดทุกวัน ปลาไหลนาเป็นทางเลือกที่ให้กำไรต่อกิโลกรัมดีกว่าปลาดุกจริง เหมาะเป็นสินค้าเสริมมูลค่าสูงควบคู่กับปลาดุกที่เลี้ยงอยู่เดิม
แต่ถ้ายังไม่มีตลาดรองรับชัดเจน มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดที่ต้องการรอบเลี้ยงสั้นเพื่อหมุนเงินเร็ว หรือไม่มีเวลาเตรียมอาหารสดทุกวัน ควรเลี้ยงปลาดุกต่อไปเป็นหลัก เพราะความเสี่ยงเรื่องอัตรารอดต่ำและระยะเวลาคืนทุนนานของปลาไหลนาอาจทำให้ขาดสภาพคล่องได้ถ้าตลาดไม่เป็นไปตามคาด การมีรายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอจากปลาดุกสำคัญกว่ากำไรก้อนใหญ่ที่มาช้าและไม่แน่นอน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คำนวณต้นทุนแค่ค่าลูกพันธุ์ ไม่รวมต้นทุนอาหารสดที่สูงกว่ามากตลอดรอบเลี้ยง 8-12 เดือน ทำให้ประเมินกำไรสูงเกินจริงตั้งแต่ต้น
- ซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งที่จับจากธรรมชาติโดยไม่เช็คสุขภาพ ลูกปลาไหลนาจับป่าอาจอ่อนแอจากการขนส่งและมีบาดแผลจากการจับ ทำให้อัตรารอดต่ำกว่าลูกพันธุ์จากฟาร์มเพาะที่แข็งแรงกว่า
- ไม่หาตลาดรับซื้อล่วงหน้า เลี้ยงจนโตแล้วขายไม่ออกในราคาที่คาดหวัง ต้องแบกต้นทุนอาหารต่อไปเรื่อยๆ จนกำไรหดหาย
- ปล่อยลูกพันธุ์ขนาดไม่สม่ำเสมอในบ่อเดียวกัน ทำให้ตัวใหญ่กินตัวเล็กจนอัตรารอดต่ำกว่าที่ควร ควรคัดขนาดลูกพันธุ์ให้ใกล้เคียงกันก่อนปล่อย
- ให้อาหารสดที่ไม่สดหรือเน่าเสีย ทำให้น้ำในบ่อเน่าเร็วและปลาไหลนาป่วยตายเป็นชุด ควรให้อาหารในปริมาณที่กินหมดภายในเวลาสั้นและเก็บเศษที่เหลือออก
- ใช้บ่อเลี้ยงแบบเดียวกับปลาดุกโดยไม่ปรับ ปลาไหลนาต้องการที่หลบซ่อน (โคลน/ท่อ) มากกว่าปลาดุก ถ้าไม่มีที่หลบปลาจะเครียดและกินอาหารน้อยลง
- คาดหวังกำไรเร็วเหมือนปลาดุก ทั้งที่ปลาไหลนาต้องรอนานเกือบ 3 เท่าจึงจะจับขายได้ ทำให้ขาดสภาพคล่องระหว่างรอ
- ไม่แยกบ่อปลาไหลนาตามขนาดเมื่อเลี้ยงไปได้ 4-5 เดือน ทำให้ปลาโตไม่เท่ากันแย่งอาหารกันเองและบางตัวโตช้าผิดปกติ
สรุป
ปลาไหลนาต้นทุนสูงกว่าปลาดุกทั้งค่าลูกพันธุ์ (5-15 เท่า) และค่าอาหาร (3-5 เท่า) แต่ราคาขายก็สูงกว่าตามไปด้วย (4-6 เท่า) โดยจุดคุ้มทุนขั้นต่ำอยู่ที่ราคาขายประมาณ 180-250 บาท/กก. ความคุ้มค่าจริงขึ้นอยู่กับว่ามีตลาดรองรับแน่นอนในราคานั้นหรือไม่ และรับความเสี่ยงเรื่องระยะเวลาเลี้ยงที่นานกว่าเกือบ 3 เท่าและอัตรารอดที่ต่ำกว่าได้หรือไม่ ฟาร์มที่มีปลาดุกอยู่แล้วควรทดลองเลี้ยงปลาไหลนาในสัดส่วนเล็กก่อนเพื่อทดสอบตลาดและความชำนาญ ไม่ควรเปลี่ยนทั้งฟาร์มทันทีเพราะความเสี่ยงด้านอัตรารอดและตลาดที่แคบกว่าปลาดุกมาก เริ่มจากบ่อทดลองขนาดกลางหนึ่งบ่อ เก็บข้อมูลต้นทุนและราคาขายจริงในพื้นที่ตัวเองตลอดหนึ่งรอบเต็ม แล้วค่อยตัดสินใจขยายสัดส่วนตามผลลัพธ์ที่เห็นจริง จะปลอดภัยกว่าการเปลี่ยนทั้งฟาร์มตามคำโฆษณาราคาขายที่สูงลิบเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมประมง — ข้อมูลชีววิทยาปลาไหลนาและแนวทางการเพาะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาสัตว์น้ำเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาดปลาไหลนา-ปลาดุก
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่หมวด ประมง
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

กระชังบก กระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป 2x2x90 ยกขอบบ่อ 30 ซม. (เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ)
ดูรายละเอียด
กระชังบก กระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป 2x2x120 ยกขอบบ่อ 30 ซม. (เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ)
ดูรายละเอียด
อวนคลุมบ่อกันนก อวนปิดปากบ่อ บ่อผ้าใบ บ่อดิน เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ รุ่นเคลือบสารพิเศษกันแดด
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
เลี้ยงปลาไหลนาในบ่อซีเมนต์ต้องมีโคลนไหม
ควรมีชั้นดินโคลนหรือวัสดุคล้ายโคลนหนาประมาณ 15-20 ซม. รองก้นบ่อ เพราะปลาไหลนาชอบขุดรูหลบในธรรมชาติ ถ้าไม่มีโคลนเลยปลาจะเครียดและกินอาหารน้อยลง ส่งผลให้โตช้ากว่าที่ควร
ปลาไหลนากับปลาไหลนาที่จับจากธรรมชาติต่างกันไหม
เป็นชนิดเดียวกัน แต่ปลาไหลนาเลี้ยงในบ่อควบคุมได้เรื่องขนาดและปริมาณสม่ำเสมอกว่า ขณะที่ปลาไหลนาธรรมชาติจับได้ไม่แน่นอนตามฤดูกาลและมักมีขนาดคละกันมาก ร้านอาหารบางแห่งจึงยินดีจ่ายราคาสูงกว่าเล็กน้อยสำหรับปลาไหลนาเลี้ยงที่ขนาดสม่ำเสมอ
ปลาไหลนาเลี้ยงกี่เดือนถึงจับขายได้
ใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือนขึ้นกับขนาดลูกพันธุ์ที่ปล่อยและคุณภาพการให้อาหาร ถ้าปล่อยลูกพันธุ์ขนาดใหญ่กว่า (ยาว 15-20 ซม.) จะร่นระยะเวลาลงได้บ้างแต่ต้นทุนลูกพันธุ์จะสูงขึ้นตามไปด้วย
อัตรารอดของปลาไหลนาปกติอยู่ที่เท่าไหร่
โดยเฉลี่ยประมาณ 60-70% ในบ่อที่จัดการดี ต่ำกว่าปลาดุกที่มักอยู่ที่ 80-90% เพราะปลาไหลนาไวต่อคุณภาพน้ำและมีพฤติกรรมกินกันเองถ้าขนาดไม่สม่ำเสมอหรืออาหารไม่เพียงพอ
เปลี่ยนจากเลี้ยงปลาดุกมาเลี้ยงปลาไหลนาทั้งหมดดีไหม
ไม่แนะนำให้เปลี่ยนทั้งหมดในทันที ควรทดลองเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อเล็กสัก 1-2 บ่อควบคู่กับปลาดุกที่เลี้ยงอยู่เดิมก่อน เพื่อทดสอบตลาดและความชำนาญในการจัดการก่อนขยายสัดส่วน เพราะความเสี่ยงและระยะเวลาคืนทุนต่างกันมาก
ต้นทุนบ่อเลี้ยงปลาไหลนาต่างจากบ่อปลาดุกไหม
บ่อโครงสร้างพื้นฐานใกล้เคียงกัน แต่บ่อปลาไหลนาต้องเสริมชั้นโคลนหรือวัสดุหลบซ่อนเพิ่มเติม ทำให้ต้นทุนเตรียมบ่อสูงกว่าบ่อปลาดุกทั่วไปประมาณ 10-20%
ปลาไหลนาป่วยง่ายกว่าปลาดุกไหม
ปลาไหลนาไวต่อคุณภาพน้ำมากกว่า โดยเฉพาะแอมโมเนียจากเศษอาหารสดที่เน่าเสียง่ายกว่าอาหารเม็ด จึงต้องดูแลคุณภาพน้ำใกล้ชิดกว่าปลาดุกและเปลี่ยนน้ำสม่ำเสมอกว่า
