ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 7 พฤศจิกายน 2569

ตรวจคุณภาพน้ำบาดาลและน้ำบ่อก่อนนำมารดพืชหน้าแล้ง ต้องดูค่าอะไรบ้าง

ตรวจน้ำบาดาลและน้ำบ่อก่อนรดพืชหน้าแล้ง ดูค่า EC TDS pH SAR คลอไรด์ โบรอน และค่าที่ทำให้น้ำหยดตัน เทียบแนวทาง FAO พร้อมบอกข้อจำกัดของเกณฑ์ ข้อมูล พ.ย. 2569

ตรวจคุณภาพน้ำบาดาลและน้ำบ่อก่อนนำมารดพืชหน้าแล้ง ต้องดูค่าอะไรบ้าง

คำตอบสั้น ๆ

ก่อนใช้น้ำบาดาลหรือน้ำบ่อรดพืชหน้าแล้ง ควรขอผลตรวจค่าความเค็ม pH โซเดียม ไอออนเป็นพิษ และค่าที่ทำให้ระบบน้ำหยดอุดตัน บทความนี้อธิบายการอ่านค่าตามแนวทาง FAO

คำตอบเร็ว: ก่อนใช้น้ำบาดาลหรือน้ำบ่อรดพืชหน้าแล้ง ให้ดูค่าหลัก 4 กลุ่มก่อน คือ ความเค็มรวม (วัดเป็นค่า EC หรือ TDS), ค่า pH, สัดส่วนโซเดียมเทียบแคลเซียมกับแมกนีเซียม (SAR) และไอออนที่เป็นพิษกับพืชบางชนิด เช่น คลอไรด์ โบรอน ถ้าใช้ระบบน้ำหยดต้องดูเพิ่มอีกกลุ่ม คือเหล็ก แมงกานีส ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ตะกอนแขวนลอย และแบคทีเรีย ที่ทำให้หัวน้ำหยดตัน ตัวเลขเกณฑ์ที่นำมาเทียบในบทความนี้เป็นแนวทางของ FAO ซึ่งตั้งบนสมมติฐานเฉพาะ ใช้ตัดสินแทนผลแล็บและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่ได้ ข้อมูล ณ พ.ย. 2569

ปลายฝนต้นหนาวคือช่วงที่เกษตรกรเริ่มวางแผนน้ำสำหรับหน้าแล้ง บางรายจะขุดบ่อใหม่ บางรายจะเจาะบาดาลเพิ่ม หรือกลับมาใช้บ่อเก่าที่ปล่อยทิ้งไว้ตลอดหน้าฝน คำถามที่ตามมาคือ น้ำที่ได้ "รดพืชได้ไหม" ซึ่งดูด้วยตาหรือชิมรสเอาไม่พอ น้ำใสไม่ได้แปลว่าเค็มน้อย น้ำที่มีกลิ่นกำมะถันก็ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ทุกกรณี บทความนี้เรียงให้ว่า ควรขอผลตรวจค่าอะไร แต่ละค่าบอกอะไรกับพืช และจะเอาตัวเลขไปเทียบกับอะไร

เนื้อหาตัวเลขในบทความนี้อ้างอิงจากสองแหล่งที่เปิดอ่านได้จริง คือคู่มือ FAO Irrigation and Drainage Paper 29 (Ayers and Westcot) เรื่องคุณภาพน้ำเพื่อการเกษตร และงานวิจัยของกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อการเกษตร 344 ตัวอย่างมาหาความสัมพันธ์ระหว่าง EC กับ TDS ส่วนวิธีเก็บตัวอย่างน้ำ ภาชนะ การเก็บรักษา และค่าบริการของแต่ละหน่วยงานในปัจจุบัน ผมเปิดหน้าทางการที่ยืนยันได้ไม่ครบ จึงจะไม่ระบุเป็นข้อเท็จจริง ให้สอบถามหน่วยงานที่รับตรวจโดยตรง

ค่าที่ต้องดูมีอะไรบ้าง สรุปในตารางเดียว

ภาพประกอบ ค่าที่ต้องดูมีอะไรบ้าง สรุปในตารางเดียว
ค่าบอกอะไรเกณฑ์ FAO (ไม่มีข้อจำกัด / ใช้ด้วยความระวัง / ข้อจำกัดรุนแรง)หมายเหตุ
EC (ความนำไฟฟ้า)ความเค็มรวมของน้ำน้อยกว่า 0.7 / 0.7-3.0 / มากกว่า 3.0 dS/m1 dS/m เท่ากับ 1,000 µS/cm ดูหน่วยในใบผลให้ดี
TDS (ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด)ความเค็มรวม ในหน่วย มก./ล.น้อยกว่า 450 / 450-2,000 / มากกว่า 2,000 มก./ล.งานวิจัย กรมวิชาการเกษตร พบว่า TDS ประมาณ 0.60 เท่าของ EC (µS/cm) ในน้ำที่ศึกษา
SAR (สัดส่วนโซเดียมดูดซับ)โซเดียมมากเกินจนดินแน่น น้ำซึมช้าเกณฑ์ขึ้นกับค่า EC ต้องอ่านคู่กันคำนวณจากโซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ที่แล็บรายงานเป็น me/l
pHความเป็นกรด-ด่างของน้ำช่วงปกติ 6.5-8.4นอกช่วงนี้มักมีไอออนอื่นผิดปกติร่วมด้วย ควรให้แล็บตรวจเพิ่ม
คลอไรด์ (Cl)พิษต่อใบ โดยเฉพาะไม้ผลบางชนิดรดทางดิน: น้อยกว่า 4 / 4-10 / มากกว่า 10 me/lถ้ารดแบบสปริงเกอร์ใช้เกณฑ์ที่ต่ำกว่า เพราะน้ำโดนใบ
โบรอน (B)พิษต่อพืชที่ไวต่อโบรอนน้อยกว่า 0.7 / 0.7-3.0 / มากกว่า 3.0 มก./ล.ความทนของพืชแต่ละชนิดต่างกันมาก
ไนเตรต-ไนโตรเจนธาตุอาหารที่มากับน้ำน้อยกว่า 5 / 5-30 / มากกว่า 30 มก./ล.ถ้ามีมาก ให้หักออกจากแผนปุ๋ยไนโตรเจน
ไบคาร์บอเนต (HCO3)ทำให้เกิดคราบขาวบนใบเมื่อรดแบบสปริงเกอร์น้อยกว่า 1.5 / 1.5-8.5 / มากกว่า 8.5 me/lกรณีรดทางใบ

ตารางนี้ถอดจากตารางแนวทางในเอกสาร FAO Paper 29 FAO ระบุไว้เองว่าเป็น "แนวทาง" ที่ตั้งบนเงื่อนไขสมมติ เช่น รดแบบท่วมผิวดิน ดินมีการระบายน้ำพอใช้ ฝนหรือการชะล้างตามปกติ และพืชทั่วไปที่ทนระดับกลาง ถ้าสวนของคุณใช้ระบบน้ำหยด ปลูกในกระถางหรือแปลงยกร่อง ดินร่วนปนทราย หรืออยู่ในพื้นที่ที่ฝนน้อย ตัวเลขจริงที่ยอมรับได้อาจต่างจากตารางนี้ ต้องปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่อ่านผลแล็บให้

ค่าความเค็ม EC กับ TDS: อ่านอย่างไร ต่างกันอย่างไร

EC เป็นค่าที่วัดด้วยเครื่องได้ทันที ส่วน TDS คือน้ำหนักของแข็งที่ละลายอยู่ใน 1 ลิตร ซึ่งเครื่องวัดพกพาหลายรุ่นแปลงมาจาก EC อีกที เกษตรกรที่ซื้อปากกาวัดมาใช้เอง จึงควรรู้ว่าเครื่องแสดงเป็นหน่วยอะไร

  • ค่า EC มีหน่วยหลัก 2 แบบที่เจอบ่อย คือ dS/m กับ µS/cm โดย 1 dS/m เท่ากับ 1,000 µS/cm ถ้าเครื่องขึ้นเลข 1,500 และหน่วยเป็น µS/cm ก็คือ 1.5 dS/m ซึ่งอยู่ในช่วงใช้ด้วยความระวังตามตาราง
  • งานวิจัยของกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ที่เก็บน้ำเพื่อการเกษตร 344 ตัวอย่าง พบความสัมพันธ์ TDS = 0.60 x EC (EC หน่วย µS/cm, TDS หน่วย มก./ล., ค่า R2 เท่ากับ 0.99) ตัวอย่างน้ำในงานวิจัยนั้นมีค่า EC ตั้งแต่ 30 ถึง 30,900 µS/cm และ pH ตั้งแต่ 3.9 ถึง 8.4 ซึ่งกว้างมาก แปลว่าน้ำเพื่อการเกษตรในประเทศไทยมีความต่างระหว่างแหล่งสูง
  • ตัวคูณ 0.60 เป็นค่าเฉลี่ยจากกลุ่มตัวอย่างนั้น ไม่ใช่ค่าคงที่ของธรรมชาติ น้ำที่มีไอออนสัดส่วนต่างออกไปอาจให้ตัวคูณต่าง เครื่องวัดแต่ละรุ่นก็ตั้งตัวคูณต่างกัน ดังนั้นอย่านำ TDS จากปากกาวัดเครื่องหนึ่งไปเทียบกับผลแล็บแบบตรง ๆ ให้เทียบที่ EC ก่อน

ตัวอย่างการคำนวณคร่าว ๆ สมมติเครื่องวัดได้ EC 1,000 µS/cm ใช้ตัวคูณ 0.60 จะได้ TDS ประมาณ 600 มก./ล. ซึ่งเกินช่วง "ไม่มีข้อจำกัด" ของ FAO (น้อยกว่า 450) แต่ยังอยู่ในช่วง "ใช้ด้วยความระวัง" (450-2,000) พืชที่ไวต่อเกลือหรือรดในดินที่ระบายน้ำไม่ดีควรถามเจ้าหน้าที่ก่อน ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณสมมติเพื่อให้เห็นขั้นตอน ไม่ใช่ผลตรวจจากแหล่งน้ำจริง

SAR และโซเดียม: เหตุผลที่น้ำ EC ต่ำก็ยังทำให้ดินเสียได้

น้ำที่ความเค็มรวมไม่สูง แต่มีโซเดียมสูงเมื่อเทียบกับแคลเซียมและแมกนีเซียม จะทำให้โครงสร้างดินแตกกระจาย ผิวดินอัดแน่น น้ำซึมช้า และน้ำขังหลังรด ซึ่งพืชจะแสดงอาการเหมือนขาดน้ำทั้งที่รดไปแล้ว FAO จึงให้ดูค่า SAR คู่กับ EC เสมอ เพราะน้ำที่ EC ต่ำมาก ๆ (เช่นใกล้น้ำฝน) ก็ทำให้ดินจับตัวแน่นได้ ถึง SAR จะไม่สูง

เกษตรกรคำนวณ SAR เองจากตัวเลขสามค่าในใบผลแล็บได้ แต่ที่ปลอดภัยกว่าคือขอให้แล็บรายงานให้ หรือให้เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภออ่านผลให้ สิ่งที่ควรจดไว้คือ ผลตรวจต้องรายงานโซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม เป็นหน่วย me/l มิฉะนั้นจะคำนวณไม่ได้ ถ้าแล็บรายงานเป็น มก./ล. ต้องแปลงก่อน และการแปลงผิดหน่วยเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเวลาเกษตรกรอ่านผลเอง

ไอออนเฉพาะที่เป็นพิษกับพืชบางชนิด

พืชหลายชนิดทนเกลือรวมได้ต่างกัน และไอออนบางตัวทำให้ใบไหม้แม้ความเค็มรวมไม่สูง การดูเฉพาะ EC อย่างเดียวจึงไม่พอสำหรับสวนไม้ผลและพืชไวต่อพิษ

  • คลอไรด์ ทำให้ปลายใบไหม้และใบร่วงในไม้ผลหลายชนิด เกณฑ์ FAO สำหรับรดทางดินคือน้อยกว่า 4 me/l ไม่มีข้อจำกัด และเกิน 10 me/l ถือว่ามีข้อจำกัดรุนแรง ถ้าใช้สปริงเกอร์ที่น้ำโดนใบ เกณฑ์ยิ่งต่ำลง
  • โบรอน น้ำบาดาลบางพื้นที่มีโบรอนสูงตามธรรมชาติ พืชแต่ละชนิดทนต่างกัน บางชนิดแสดงอาการเมื่อโบรอนยังไม่ถึง 1 มก./ล. จึงควรตรวจเฉพาะถ้าปลูกไม้ผลหรือพืชไวต่อโบรอน และไม่ควรเติมปุ๋ยโบรอนซ้ำถ้าในน้ำมีอยู่แล้ว
  • ไนเตรต เป็นธาตุอาหารพืช น้ำบ่อใกล้คอกสัตว์หรือแปลงที่ใส่ปุ๋ยหนักอาจมีไนเตรตสูง ซึ่งช่วยลดปุ๋ยไนโตรเจนได้ แต่ในพืชที่ไม่ต้องการไนโตรเจนมากตอนออกดอกอาจทำให้เติบโตทางใบมากเกินไป และเป็นสัญญาณว่าน้ำอาจปนเปื้อนจากคอกหรือส้วม ควรตรวจแบคทีเรียร่วมด้วย
  • ไบคาร์บอเนต มีผลชัดเจนเมื่อรดแบบสปริงเกอร์ น้ำระเหยเหลือคราบขาวบนใบและผล ทำให้ผลไม้ขายได้ราคาตกหรือใบสังเคราะห์แสงได้น้อยลง

ถ้าใช้ระบบน้ำหยด ต้องดูเพิ่มอีกกลุ่ม

ระบบน้ำหยดไม่ได้เสียหายจากเกลือเป็นหลัก แต่ตันก่อนเพราะหัวน้ำหยดมีรูเล็กมาก FAO แยกค่าที่ทำให้อุดตันไว้ต่างหาก ซึ่งควรเปรียบเทียบกับผลตรวจก่อนวางระบบ ไม่ใช่รอให้หัวตันแล้วค่อยหาเหตุ

ค่าไม่มีข้อจำกัดใช้ด้วยความระวังข้อจำกัดรุนแรง
pHน้อยกว่า 7.07.0-8.0มากกว่า 8.0
TDS (มก./ล.)น้อยกว่า 500500-2,000มากกว่า 2,000
ตะกอนแขวนลอย (มก./ล.)น้อยกว่า 5050-100มากกว่า 100
แมงกานีส (มก./ล.)น้อยกว่า 0.10.1-1.5มากกว่า 1.5
เหล็ก (มก./ล.)น้อยกว่า 0.20.2-1.5มากกว่า 1.5
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (มก./ล.)น้อยกว่า 0.50.5-2.0มากกว่า 2.0
แบคทีเรีย (จำนวนสูงสุดต่อ มล.)น้อยกว่า 10,00010,000-50,000มากกว่า 50,000

จุดที่เกษตรกรมองข้ามบ่อย คือน้ำบาดาลที่ใสสะอาดตอนสูบขึ้นมา แต่พอสัมผัสอากาศจะขุ่นเป็นสีส้มน้ำตาลเพราะเหล็กถูกออกซิไดซ์ ตะกอนสีส้มนี้ทำให้หัวน้ำหยดและท่ออ่อนอุดตัน ส่วนกลิ่นไข่เน่าแปลว่าอาจมีไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งนอกจากอุดตันแล้วยังเอื้อให้แบคทีเรียที่กินกำมะถันเกิดเมือกในท่อ ผมไม่ได้ระบุวิธีกำจัดเพราะแต่ละกรณีต่างกัน และบางวิธีต้องใช้สารเคมีในอัตราที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

เช็กลิสต์ 7 ขั้นตอนก่อนส่งตรวจและตัดสินใจ

  1. เลือกจุดเก็บให้ตรงกับที่ใช้จริง ถ้าใช้น้ำจากปลายท่อหรือถังพัก ให้เก็บจากจุดที่น้ำไหลออกไปรดพืช ไม่ใช่จากหัวบ่อ
  2. เก็บหลายช่วงเวลา น้ำบ่อตื้นและน้ำใกล้ชายฝั่งหรือที่ลุ่มเค็มเปลี่ยนค่าตามฤดูกาล น้ำช่วงต้นหนาวไม่ได้แทนน้ำช่วงเมษายน ถ้าทำได้ควรตรวจซ้ำกลางฤดูแล้ง
  3. โทรถามที่รับตรวจก่อนเก็บ ขอรายการค่าที่รายงานได้ ภาชนะที่ใช้ ปริมาณน้ำ ระยะเวลาที่ส่งได้หลังเก็บ และค่าบริการ ข้อมูลเหล่านี้ผมยืนยันจากหน้าทางการไม่ได้ จึงให้ถามหน่วยงานโดยตรง
  4. ขอให้รายงานทั้งหน่วยและวิธีวัด เช่น EC หน่วย dS/m หรือ µS/cm ที่ 25 องศาเซลเซียส ไอออนเป็น me/l หรือ มก./ล.
  5. เทียบกับตารางแนวทาง เริ่มจาก EC กับ TDS แล้วดู SAR ไอออนเฉพาะ และถ้าใช้น้ำหยดให้ดูกลุ่มที่ทำให้อุดตัน
  6. เอาผลไปให้เจ้าหน้าที่อ่าน ถามว่าพืชที่ปลูกทนระดับนี้ไหม ต้องผสมน้ำดีหรือไม่ ควรเปลี่ยนวิธีรดหรือไม่ ผลแล็บอย่างเดียวไม่ตอบ "พืชชนิดนี้รับไหวไหม"
  7. วางแผนสำรอง ถ้าผลอยู่ในช่วงใช้ด้วยความระวัง ให้กันน้ำฝนหรือน้ำคุณภาพดีไว้ผสม หรือรดให้ชะล้างเกลือออกจากรากเป็นระยะ

ตรวจที่ไหนได้บ้าง

หน่วยงานที่น่าสอบถามเรื่องตรวจน้ำเพื่อการเกษตรมีหลายแห่ง เช่น กรมวิชาการเกษตร (กลุ่มวิจัยเกษตรเคมีเป็นผู้ทำงานวิจัยที่อ้างในบทความนี้) กรมพัฒนาที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำหรับน้ำบาดาล และสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งจะชี้ช่องทางส่งตรวจในพื้นที่ให้ ผมไม่ได้ยืนยันว่าหน่วยงานไหนรับตัวอย่างน้ำจากเกษตรกรทั่วไป เปิดรับช่วงไหน คิดค่าบริการเท่าใด ข้อมูลเหล่านี้ต้องโทรถามเอง

ถ้าอยากรู้เบื้องต้นก่อนส่งแล็บ ชุดตรวจแบบง่ายวัดได้บางค่าเท่านั้น ลองอ่านบทความ ชุดตรวจคุณภาพน้ำแบบง่ายวัดอะไรได้บ้าง และค่าไหนต้องส่งห้องแล็บเท่านั้น ซึ่งอธิบายขีดจำกัดของชุดตรวจแบบพกพา

เมื่อผลออกมาไม่ดี จะทำอย่างไรต่อ

แหล่งน้ำที่ผลเกินช่วงสบายใจไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งทั้งหมด แต่ต้องปรับวิธีใช้ ตัวเลือกที่ถามเจ้าหน้าที่ได้มีดังนี้

สิ่งที่ผมยืนยันไม่ได้

  • วิธีเก็บตัวอย่างน้ำ ภาชนะ และระยะเวลาเก็บรักษาตามมาตรฐานของแต่ละหน่วยงานในปัจจุบัน
  • ว่าหน่วยงานใดรับตรวจตัวอย่างน้ำของเกษตรกรทั่วไป ค่าบริการ และระยะเวลารอผล
  • เกณฑ์ที่หน่วยงานไทยกำหนดเองสำหรับน้ำชลประทาน ผมใช้เกณฑ์ FAO เป็นแนวทางเทียบเท่านั้น
  • ความทนของพืชแต่ละชนิดที่ปลูกในพื้นที่ของคุณ ซึ่งต้องปรึกษาเกษตรอำเภอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตัดสินจากสีและรสชาติน้ำ น้ำใสอาจมี EC สูงหรือโซเดียมสูง น้ำขุ่นแดงอาจเค็มน้อย
  • เอา TDS จากเครื่องพกพาไปเทียบตารางโดยไม่ดูตัวคูณ เครื่องแต่ละรุ่นอาจใช้ตัวคูณต่างจาก 0.60 ที่งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรพบ
  • อ่านหน่วยผิด dS/m กับ µS/cm ต่างกัน 1,000 เท่า และ me/l กับ มก./ล. ก็ต่างกัน
  • ตรวจครั้งเดียวตอนน้ำเต็ม แล้วใช้ตลอดหน้าแล้ง น้ำบ่อตื้นเค็มขึ้นเมื่อระดับน้ำลด
  • ติดตั้งระบบน้ำหยดก่อนตรวจเหล็ก หัวน้ำหยดมักตันก่อนเห็นผลเสียในต้นพืช
  • เก็บตัวอย่างจากหัวบ่อแทนปลายท่อ ค่าที่รดจริงอาจต่างเพราะน้ำพักในถังหรือผ่านไส้กรอง
  • คิดว่าน้ำบาดาลสะอาดกว่าน้ำบ่อเสมอ น้ำบาดาลบางชั้นเค็ม มีโบรอนหรือเหล็กสูงตามธรรมชาติ

สรุป

ก่อนรดพืชหน้าแล้งด้วยน้ำบาดาลหรือน้ำบ่อ ให้ขอผลตรวจที่มี EC หรือ TDS, pH, โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม สำหรับคำนวณ SAR, คลอไรด์ และโบรอน ถ้าใช้น้ำหยดให้เพิ่มเหล็ก แมงกานีส ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ตะกอน และแบคทีเรีย แล้วเทียบกับแนวทาง FAO โดยจำไว้ว่าเป็นเกณฑ์ตั้งต้น ไม่ใช่คำตัดสิน ณ พ.ย. 2569 ผมยังยืนยันช่องทางและค่าบริการของห้องแล็บรายหน่วยงานไม่ได้ จึงแนะนำให้สอบถามเกษตรอำเภอหรือกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ แล้วให้เจ้าหน้าที่ช่วยอ่านผลตามชนิดพืชของคุณ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄FAO — Irrigation and Drainage Paper 29 (Ayers and Westcot) Water Quality for Agriculture ตารางแนวทางคุณภาพน้ำชลประทานและเกณฑ์การอุดตันของระบบน้ำหยด (https://www.fao.org/4/t0234e/t0234e01.htm และ https://www.fao.org/4/t0234e/t0234e04.htm)
  • 📄กลุ่มวิจัยเกษตรเคมี กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร — งานวิจัย พัฒนาและตรวจสอบความใช้ได้ของวิธีวิเคราะห์ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมดและหาค่าคงที่เพื่อประเมินความเค็มของน้ำทางการเกษตร (https://info.doa.go.th/research/pdf/2564/83_2564.pdf)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

[มีประกัน] ปั้มออกซิเจนตู้ปลา เสียงเงียบ…

[มีประกัน] ปั้มออกซิเจนตู้ปลา เสียงเงียบ…

ปั๊มลม/ให้อากาศในบ่อ

เพิ่มออกซิเจนในบ่อหรือถังเลี้ยงสัตว์น้ำ

เช็กก่อนซื้อ

  • กำลังลมหรือขนาดบ่อ/ถังที่รองรับตามที่ร้านระบุ
  • ใช้ไฟบ้าน แบตเตอรี่สำรอง หรือไฟ DC
เครื่องวัด EC / pH วัดน้ำ วัดกรด วัดปุ๋ย…

เครื่องวัด EC / pH วัดน้ำ วัดกรด วัดปุ๋ย…

ชุดตรวจคุณภาพน้ำ

ใช้ตรวจค่าน้ำเบื้องต้นก่อนปรับการจัดการบ่อหรือสารละลาย

เช็กก่อนซื้อ

  • ค่าที่วัดได้ (pH TDS EC ออกซิเจน) ตรงกับที่ต้องการติดตาม
  • ต้องคาลิเบรตหรือเปลี่ยนน้ำยาบ่อยแค่ไหน
บ่อผ้าใบ กระชังบก บ่อผ้าใบเลี้ยงปลา สูง60, 80 ,…

บ่อผ้าใบ กระชังบก บ่อผ้าใบเลี้ยงปลา สูง60, 80 ,…

บ่อผ้าใบ/กระชัง

ใช้เป็นบ่อหรือกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่จำกัด แยกกักหรืออนุบาลได้

สวิงช้อนปลา ด้ายขาวขนาดใหญ่ สำหรับตักและย้ายปลา

สวิงช้อนปลา ด้ายขาวขนาดใหญ่ สำหรับตักและย้ายปลา

สวิง/อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ

ใช้ตัก คัดขนาด หรือย้ายสัตว์น้ำในบ่อ

ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ

คำถามที่พบบ่อย

ค่า EC เท่าไรถึงใช้รดพืชได้

ตามแนวทาง FAO น้อยกว่า 0.7 dS/m ไม่มีข้อจำกัด 0.7-3.0 ใช้ด้วยความระวัง และเกิน 3.0 มีข้อจำกัดรุนแรง แต่พืชแต่ละชนิดทนเกลือต่างกัน ควรปรึกษาเกษตรอำเภอ

ใช้เครื่องวัด TDS ราคาถูกได้ไหม

ใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ แต่เครื่องส่วนมากวัด EC แล้วแปลงเป็น TDS ด้วยตัวคูณของรุ่นนั้น ต้องปรับเทียบเป็นระยะ และผลที่ใช้ลงทุนควรส่งแล็บ

น้ำบาดาลมีกลิ่นกำมะถัน รดพืชได้ไหม

กลิ่นเป็นสัญญาณว่าอาจมีไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่ง FAO ถือว่าเกิน 2.0 มก./ล. มีข้อจำกัดรุนแรงสำหรับน้ำหยด ควรตรวจค่าจริงและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ต้องตรวจน้ำบ่อกับน้ำบาดาลต่างกันไหม

ค่าที่ดูคล้ายกัน แต่ความเสี่ยงต่างกัน น้ำบ่อเสี่ยงตะกอน สาหร่าย แบคทีเรีย ส่วนน้ำบาดาลเสี่ยงเกลือ เหล็ก แมงกานีส โบรอนตามชั้นน้ำ

ตรวจน้ำที่ไหนและเท่าไร

ผมยืนยันรายชื่อหน่วยงานและค่าบริการปัจจุบันไม่ได้ ให้สอบถามเกษตรอำเภอ กรมพัฒนาที่ดิน หรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลในพื้นที่

ตรวจครั้งเดียวพอไหม

น้ำบ่อตื้นหรือพื้นที่ที่ระดับน้ำเปลี่ยนมากควรตรวจต้นฤดูและกลางฤดูแล้ง น้ำบาดาลลึกเปลี่ยนช้ากว่า แต่ควรตรวจซ้ำถ้าพืชมีอาการหรือท่อตัน