เลี้ยงสัตว์เผยแพร่ 7 พฤศจิกายน 2569

พาหะแมลงดูดเลือดที่ทำให้โคติดโรคง่ายขึ้น ควบคุมยุง เหลือบ และแมลงวันคอกอย่างไร

แมลงวันคอก เหลือบ และยุงเพาะพันธุ์ต่างที่กัน บทความนี้อธิบายแหล่งเพาะ ช่วงที่กัด และวิธีควบคุมในคอกโค ลดพาหะลัมปีสกิน ข้อมูล ณ พ.ย. 2569 อ้างอิงได้ครบ ทุกข้อ

พาหะแมลงดูดเลือดที่ทำให้โคติดโรคง่ายขึ้น ควบคุมยุง เหลือบ และแมลงวันคอกอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

แมลงดูดเลือดในคอกโคมี 3 กลุ่มที่ต้องจัดการต่างกัน คือแมลงวันคอก เหลือบ และยุง บทความนี้สรุปแหล่งเพาะและวิธีตัดวงจร โดยอ้างตัวเลขจากตำรา Merck และงานวิจัยที่ขอนแก่น

คำตอบเร็ว: แมลงดูดเลือดในคอกโคมี 3 กลุ่มหลักที่ต้องแยกวิธีจัดการ คือ แมลงวันคอกที่เพาะพันธุ์ในมูลเก่าและเศษอาหารชื้น เหลือบที่เพาะพันธุ์ในโคลนริมน้ำ และยุงที่เพาะพันธุ์ในน้ำขัง การลดแหล่งเพาะทำได้ผลกว่าการฉีดพ่นอย่างเดียว และเมื่อมีโรคที่แมลงช่วยพาเชื้อ เช่น ลัมปีสกิน การลดแมลงจะช่วยลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้ปิดความเสี่ยงทั้งหมด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2569)

โคที่ถูกแมลงกัดทั้งวันจะกินอาหารลดลง เสียเลือด และเกิดความเครียด ส่วนโรคบางโรคใช้ปากแมลงเป็นพาหะพาเชื้อจากตัวป่วยไปตัวอื่น ลัมปีสกินเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ระบุว่าโรคนี้แพร่หลักผ่านสัตว์ขาปล้องดูดเลือด บทความนี้ตอบคำถามเดียวว่า แมลงแต่ละกลุ่มมาจากไหน กัดโคตรงไหน ช่วงไหนของวัน และเกษตรกรรายย่อยควบคุมอย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีเป็นหลัก

แมลงดูดเลือดสามกลุ่มในคอกโค ต่างกันตรงไหน

ภาพประกอบ แมลงดูดเลือดสามกลุ่มในคอกโค ต่างกันตรงไหน

การจัดการจะได้ผลเมื่อรู้ว่าตัวอ่อนของแมลงแต่ละชนิดอยู่ที่ใด เพราะถ้าฉีดพ่นเฉพาะตัวเต็มวัยที่บินอยู่ จำนวนจะกลับมาใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์จากแหล่งเพาะที่ยังอยู่

กลุ่มแหล่งเพาะกัดที่ใด / เมื่อใดจุดตัดวงจร
แมลงวันคอก (Stomoxys)มูลเก่าที่เปียก เศษหญ้า ฟาง และอาหารเน่าชื้น ไม่ใช่มูลสดกัดที่ขาเป็นหลัก ชุกใกล้ที่ให้อาหารเกลี่ยมูลให้แห้ง หมักปุ๋ย ขนออก กวาดเศษอาหาร
เหลือบ (Tabanids)โคลนเปียกใกล้แหล่งน้ำเปิด ตัวอ่อนอยู่หลายเดือนกัดที่ขา ท้อง คอ ชุกช่วงกลางวันระบายพื้นที่ชื้นแฉะ กั้นไม่ให้โคลงบึง
ยุงน้ำขังในภาชนะ ยางเก่า รางน้ำกัดตามตัว ช่วงเวลาที่ชุกขึ้นกับชนิดยุงคว่ำภาชนะทุก 7 วัน เปลี่ยนน้ำราง

ข้อมูลของแมลงวันคอกมาจากตำราสัตวแพทย์ Merck และงานของ Gerry จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ซึ่งระบุว่าตัวอ่อนแทบไม่พัฒนาในมูลสด แต่พัฒนาในมูลเก่าที่เปียกและอาหารเน่า ส่วนเหลือบ Merck ระบุว่าไข่วางใกล้แหล่งน้ำเปิด ตัวอ่อนอยู่ในโคลนเปียก และใช้เวลาพัฒนาราว 4-5 เดือน เฉพาะตัวเมียที่ดูดเลือด และดูดครั้งละ 0.1-0.3 มิลลิลิตร ซึ่งตัวเลขนี้ฟังดูน้อย แต่เมื่อหลายตัวกัดทั้งวันก็เสียเลือดสะสม และที่สำคัญคือกัดแล้วบินไปกัดตัวอื่นต่อ ปากที่เปื้อนเลือดจึงพาเชื้อได้

แมลงพาโรคอย่างไร และพบอะไรจากการศึกษาในไทย

งานวิจัยของ Thinnabut และคณะ (2567/2024) ตีพิมพ์ในวารสาร Insects ศึกษาเหลือบที่ลงเกาะโคในจังหวัดขอนแก่น ช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน 2566 พบว่าจากแมลงที่จับได้ 592 ตัว เป็นสกุล Tabanus ถึง 589 ตัว ตำแหน่งที่แมลงลงเกาะมากที่สุดคือขา ที่ 76.35% ของการลงเกาะ ช่วงกลางวันเป็นช่วงที่ชุกสุด (เฉลี่ยราว 11.9 ตัวต่อ 30 นาที เทียบกับ 5.03 ตอนเช้า และ 2.77 ตอนบ่าย) โดยอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ทำนายจำนวนได้ชัดที่สุด และแต่ละตัวใช้เวลากินเฉลี่ย 2.76 นาที งานนี้ระบุว่าเหลือบเป็นพาหะเชิงกลไกของหลายโรครวมถึงไวรัสลัมปีสกิน

ข้อสรุปที่ใช้ได้ในฟาร์ม คือ ถ้าจะลดเหลือบ ให้เน้นช่วงสายถึงบ่าย และเน้นที่ขาโคเป็นหลัก ส่วนการให้โคอยู่ในที่ร่มที่ลมโกรกช่วงกลางวัน จะลดโอกาสลงเกาะได้บ้าง ผู้เขียนไม่พบการทดลองที่ยืนยันว่ากรณีใดได้ผลเท่าไร จึงไม่ขอให้ตัวเลข

ส่วนระดับแมลงที่เริ่มเสียหายทางเศรษฐกิจ ตำรา Merck ระบุสำหรับแมลงวันคอกในโคเนื้อว่า ประมาณ 3 ตัวต่อขา ทำให้น้ำหนักเพิ่มลดลงราว 0.2 กิโลกรัมต่อวัน และเกาะพร้อมกันเกิน 20 ตัวถือเป็นปัญหา ในโคนม เกิน 50 ตัวทำให้น้ำนมลดได้ 40-60% ส่วน Gerry ระบุว่าเกิน 5 ตัวต่อขาก็เริ่มเสียหาย ตัวเลขทั้งหมดมาจากต่างประเทศ ใช้เป็นแนวสำหรับทดลองนับเทียบฟาร์มของตนเอง ไม่ใช่เกณฑ์ที่กำหนดโดยหน่วยงานไทย

ขั้นตอนควบคุม เริ่มจากแหล่งเพาะก่อน

  1. เดินสำรวจรอบคอกหนึ่งรอบ จดว่ามีมูลกองเก่า เศษหญ้าชื้น ฟางที่เปียก ยางเก่า ถังขังน้ำ และโคลนแฉะใกล้บ่อกี่จุด
  2. จัดการมูลก่อน เกลี่ยบาง ๆ ให้แห้ง หมักเป็นปุ๋ย หรือขนออกจากฟาร์ม ถ้าเป็นไปได้ทำทุก 1-2 สัปดาห์ (Gerry แนะนำเปลี่ยนวัสดุรองนอนทุกสองสัปดาห์)
  3. กวาดเศษอาหารใต้รางทุกวัน โดยเฉพาะฟางหมักและหญ้าที่เปียกฝน เพราะเป็นแหล่งเพาะของแมลงวันคอก
  4. ปรับพื้นให้ระบายน้ำ ปรับระดับลานคอกไม่ให้มีแอ่งน้ำ ลดโคลนหน้าราง และอย่าให้ล้นน้ำจากรางลงพื้น
  5. สำรวจน้ำขังทุก 7 วัน ตามหลักของกรมควบคุมโรค (สคร.5) ที่แนะนำทุกสัปดาห์ คว่ำหรือเทน้ำจากภาชนะที่ไม่ใช้
  6. ติดตั้งกับดัก ที่ดักแมลงวันแบบกาวเหนียวใกล้จุดที่แมลงชุก และสำหรับเหลือบ Merck ระบุว่ากับดักใช้ได้ผลกับโคที่อยู่ในคอกปิด Gerry ระบุเรื่องเป้าผ้าสีเข้มสำหรับแมลงวันคอก
  7. ลูกโคและแม่โคท้อง ใช้มุ้งกันยุงหรือมุ้งตาข่ายคลุมคอกเล็กสำหรับลูกโค เพราะคอกเล็กคุมง่ายกว่าแปลงกว้าง
  8. ใช้สารกำจัดแมลงเป็นขั้นสุดท้าย ตามฉลากและคำแนะนำของปศุสัตว์ หมุนเวียนกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อ (Merck ระบุว่ามีรายงานการดื้อต่อกลุ่มไพรีทรอยด์) และห้ามใส่สารลงในแหล่งน้ำ ซึ่ง Merck ระบุไว้สำหรับกรณีเหลือบ

ผู้เขียนไม่ระบุชื่อการค้าหรืออัตราใช้สารกำจัดแมลง เพราะขึ้นกับผลิตภัณฑ์และฉลากจริง ให้ถามปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์ และสวมอุปกรณ์ป้องกันตามฉลาก

เมื่อโรคที่แมลงพาเข้ามาใกล้ ต้องทำเพิ่มอะไร

ถ้าท้องที่มีข่าวพบลัมปีสกิน ให้ทำสามอย่างเพิ่มจากงานคุมแมลงปกติ อย่างแรก ตรวจโคทุกเช้าว่ามีตุ่มแข็งนูนหรือไข้หรือไม่ อย่างที่สอง งดรับโคใหม่และงดเคลื่อนย้ายโค อย่างที่สาม ปรึกษาปศุสัตว์อำเภอเรื่องวัคซีน เอกสาร CFSPH (มีนาคม 2568) ระบุว่าประสิทธิผลของการควบคุมแมลงต่อการหยุดโรคนี้ยังไม่ชัดเจน และการระบาดไปไกลเกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ จึงควรถือการคุมแมลงเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ทางเดียว อ่านต่อเรื่องจังหวะฉีดที่ บทความวัคซีนลัมปีสกินในโค และการแยกอาการที่ บทความลัมปีสกินต่างจากโรคผิวหนังอื่น

เห็บเป็นอีกกลุ่มที่ต้องแยกคิด เพราะอยู่ตัวโคเป็นเวลานานและพาโรคเลือด ซึ่งเว็บนี้มีบทความ ความเสี่ยงเห็บและโรคบาบีเซียในโค แยกไว้แล้ว

ตัวอย่างบันทึกที่ทำได้ภายในสัปดาห์เดียว

ตัวอย่างนี้เป็นแผนทดลองเพื่อนับผล ไม่ใช่ผลที่รับรองได้ ให้เลือกโค 5 ตัวที่ยืนใกล้รางอาหาร แล้วนับแมลงที่เกาะขาหน้าโคทั้งสองข้างช่วงสาย (เช่น 10 โมง) ทุกสัปดาห์ จดตัวเลข ถ้าหลังจากเก็บกวาดมูลและเศษอาหารแล้ว 2-3 สัปดาห์ตัวเลขยังไม่ลดลง แสดงว่ายังมีแหล่งเพาะที่ยังไม่พบ เช่น กองฟางเปียกหลังโรงเก็บ ให้เดินหาแหล่งใหม่ ไม่ควรเพิ่มปริมาณการพ่นสารทันที

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • พ่นสารกำจัดแมลงทุกสัปดาห์แต่ไม่ขนมูลเก่า แมลงจึงกลับมาจากแหล่งเพาะเดิมและยังเสี่ยงต่อการดื้อสาร
  • เข้าใจว่ามูลสดคือแหล่งเพาะหลักของแมลงวันคอก ความจริงคือกองมูลเก่าที่เปียกและเศษอาหารเน่าสำคัญกว่า
  • ปล่อยโคลงแช่บึงหรือเดินในโคลนโดยไม่ตรวจ เป็นจุดที่เหลือบชุกและยังเป็นแหล่งเพาะของมัน
  • ลืมจุดน้ำขังเล็ก ๆ เช่น ยางเก่า จานรองกระถางหน้าบ้านที่อยู่ติดคอก ซึ่งยุงเพาะได้
  • คิดว่าฉีดวัคซีนแล้วไม่ต้องคุมแมลง แมลงยังรบกวนโคและพาเชื้ออื่นได้
  • สังเกตเฉพาะตอนเช้า เหลือบชุกช่วงกลางวัน ถ้าไปดูตอนเช้าจะเห็นแมลงน้อยกว่าความจริง

สรุป

แมลงดูดเลือดในคอกควบคุมได้ดีที่สุดที่ต้นทาง คือแหล่งเพาะ ได้แก่ มูลเก่าชื้น เศษอาหารเปียก โคลนริมน้ำ และน้ำขัง แล้วค่อยใช้กับดักหรือมุ้งในจุดที่จำเป็น และใช้สารกำจัดเมื่อยังไม่พอ การลดแมลงช่วยลดความเสี่ยงโรคอย่างลัมปีสกินและลดความเครียดของโค แต่ไม่ใช่ตัวเดียวที่ป้องกันโรคได้ ให้ควบคู่กับการคุมการเคลื่อนย้ายและวัคซีนตามปศุสัตว์ ส่วนพื้นฐานการเลี้ยงโคอ่านต่อที่ วิธีเลี้ยงวัวเนื้อสำหรับมือใหม่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄WOAH — Lumpy skin disease — https://www.woah.org/en/disease/lumpy-skin-disease/ (การแพร่ผ่านสัตว์ขาปล้องดูดเลือด)
  • 📄CFSPH Iowa State — Lumpy Skin Disease (มี.ค. 2568) — https://www.cfsph.iastate.edu/Factsheets/pdfs/lumpy_skin_disease.pdf (ชนิดแมลงพาหะ ประสิทธิผลการคุมแมลงยังไม่ชัดเจน)
  • 📄Merck Veterinary Manual — Stable Flies — https://www.merckvetmanual.com/integumentary-system/flies/stable-flies (วงจรชีวิต เกณฑ์จำนวนแมลง การดื้อสาร)
  • 📄Merck Veterinary Manual — Horse Flies and Deer Flies — https://www.merckvetmanual.com/integumentary-system/flies/horse-flies-and-deer-flies (แหล่งเพาะและการควบคุมเหลือบ)
  • 📄Gerry, UC Riverside — Stable Fly (2555/2012) — https://www.veterinaryentomology.org/stable-fly (มูลเก่าชื้นและเศษอาหารเป็นแหล่งเพาะ การจัดการมูล)
  • 📄Thinnabut และคณะ (2024) Insects 15(8):602 — https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11354260/ (เหลือบในโคที่ขอนแก่น)
  • 📄กรมควบคุมโรค สคร.5 (10 ก.ค. 2567) — https://ddc.moph.go.th/odpc5/news.php?news=44440&deptcode=odpc5 (สำรวจแหล่งเพาะยุงทุก 7 วัน)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ไตรโคเดอร์มา Trichoderma เชื้อราไตรโคเดอร์มา…

ไตรโคเดอร์มา Trichoderma เชื้อราไตรโคเดอร์มา…

ชีวภัณฑ์

ทางเลือกชีวภัณฑ์ที่มีทะเบียน ใช้ตามอัตราบนฉลากเท่านั้น

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…

เครื่องพ่น/ถังพ่น

ใช้พ่นปุ๋ยน้ำหรือสารตามฉลากให้ทั่วทรงพุ่ม

เช็กก่อนซื้อ

  • ความจุถังและน้ำหนักเมื่อเติมเต็มสำหรับสะพาย
  • ระบบแรงดัน: โยกมือ แบตเตอรี่ หรือเครื่องยนต์
รองเท้าบูทยาว บูทกันน้ำ,บูทนาเกาหลี

รองเท้าบูทยาว บูทกันน้ำ,บูทนาเกาหลี

อุปกรณ์ป้องกันขณะทำงาน

ป้องกันมือ เท้า และผิวหนังระหว่างพ่นสารหรือทำงานในแปลง

ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ

คำถามที่พบบ่อย

แมลงวันคอกต่างจากแมลงวันบ้านอย่างไร

แมลงวันคอก (Stomoxys) ดูดเลือดโคได้ ส่วนแมลงวันบ้านไม่ดูดเลือด CFSPH ระบุว่าอาจมีบทบาทเป็นพาหะของลัมปีสกินด้วยเช่นกัน แต่หลักฐานหลักชี้ไปที่แมลงดูดเลือด

ทำไมแมลงถึงชุกในช่วงปลายฝนต่อเนื่องถึงต้นหนาว

ความชื้นค้างในพื้นคอกและกองฟาง ประกอบกับอากาศที่ยังอุ่น เหมาะต่อการเพาะพันธุ์ CFSPH ระบุว่าจำนวนกรณีของลัมปีสกินเพิ่มในอากาศอุ่นและชื้น แต่จำนวนแมลงจริงในแต่ละพื้นที่ต้องนับเองจากฟาร์ม

มุ้งกันยุงใช้กับโคโตได้ไหม

ใช้ได้จริงกับลูกโคและคอกกักโคใหม่ที่เป็นพื้นที่เล็ก แต่โคโตที่ปล่อยแปลงมักใช้ไม่ได้ จึงเน้นลดแหล่งเพาะและจัดที่ร่มแทน

ควรใช้สารกำจัดแมลงยี่ห้อไหน

บทความนี้ไม่ระบุยี่ห้อและอัตราใช้ ให้สอบถามปศุสัตว์อำเภอ และอ่านฉลากผลิตภัณฑ์จริง ตำรา Merck และ Gerry ระบุตรงกันว่าควรเป็นมาตรการท้าย ๆ และหมุนเวียนกลุ่มสาร

จะรู้ได้อย่างไรว่าแมลงมากเกินไปแล้ว

ดูพฤติกรรมโค เช่นกระทืบเท้า สะบัดหาง รวมกลุ่มแน่น กินน้อยลง และนับแมลงที่ขาหน้า เทียบกับเกณฑ์ในตำรา Merck (ราว 3 ตัวต่อขาเริ่มกระทบน้ำหนักโคเนื้อ) เป็นแนวคร่าว ๆ