เลี้ยงสัตว์เผยแพร่ 7 พฤศจิกายน 2569

ป้องกันลัมปีสกินในฟาร์มโคขนาดเล็กด้วยการจัดการฟาร์ม มีขั้นตอนอะไรบ้าง

ป้องกันลัมปีสกินในฟาร์มโคขนาดเล็ก คุมโคเข้า-ออก กักโคใหม่ ลดแมลงดูดเลือด วัคซีนตามปศุสัตว์ และขั้นตอนเมื่อพบตุ่ม ข้อมูล ณ พ.ย. 2569 พร้อมแหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้

ป้องกันลัมปีสกินในฟาร์มโคขนาดเล็กด้วยการจัดการฟาร์ม มีขั้นตอนอะไรบ้าง

คำตอบสั้น ๆ

ฟาร์มโคเล็กป้องกันลัมปีสกินได้ด้วยการคุมการเคลื่อนย้ายโค กักโคใหม่ ลดแมลงดูดเลือด และฉีดวัคซีนตามโครงการของปศุสัตว์ บทความนี้มีตารางงานรายสัปดาห์และขั้นตอนเมื่อพบตุ่ม

คำตอบเร็ว: ฟาร์มโคขนาดเล็กป้องกันลัมปีสกินได้ดีที่สุดโดยทำ 4 อย่างพร้อมกัน คือ คุมการเข้า-ออกของโค (ไม่ซื้อโคไม่ทราบประวัติ กักโคใหม่แยกคอก งดเคลื่อนย้ายโคป่วย) ลดแมลงดูดเลือดรอบคอก ฉีดวัคซีนตามโครงการของปศุสัตว์ในพื้นที่ และแยกตัวที่มีตุ่มทันทีแล้วแจ้งปศุสัตว์อำเภอ เพราะโรคนี้แพร่หลักผ่านแมลงดูดเลือดและการเคลื่อนย้ายสัตว์ ไม่ได้แพร่ง่ายจากการสัมผัสตัวต่อตัว (ข้อมูล ณ พ.ย. 2569)

ลัมปีสกิน (Lumpy Skin Disease หรือ LSD) เป็นโรคไวรัสของโคและกระบือที่เกษตรกรรายย่อยกลัวมาก เพราะตุ่มตามตัวทำให้โคทรุดโทรม น้ำนมลด และขายไม่ได้ราคา บทความนี้ไม่ได้ซ้ำกับเรื่องวัคซีนหรือเรื่องแยกอาการ แต่เน้นว่าฟาร์มขนาดเล็ก (โคไม่กี่ตัวถึงไม่กี่สิบตัว) ควรจัดการอะไรบ้างในแต่ละสัปดาห์ เพื่อลดโอกาสที่ไวรัสจะเข้ามาถึงคอกของเรา ช่วงพฤศจิกายนถึงต้นปีฝนเริ่มหมดแต่ความชื้นยังค้างตามพื้นคอกและกองฟาง จึงยังเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องแมลง

ลัมปีสกินแพร่ทางไหน ต้องรู้ก่อนจึงป้องกันถูกจุด

ภาพประกอบ ลัมปีสกินแพร่ทางไหน ต้องรู้ก่อนจึงป้องกันถูกจุด

องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ระบุว่าโรคนี้แพร่หลักผ่านสัตว์ขาปล้องดูดเลือด ส่วนการสัมผัสโดยตรงระหว่างตัวมีบทบาทน้อย และการแพร่ไปไกล ๆ เกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ติดเชื้อ แมลงที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารวิชาการ ได้แก่ แมลงวันคอก (Stomoxys) เหลือบ ยุง ริ้นฝอยทราย/ริ้นดูดเลือดขนาดเล็ก (Culicoides) และเห็บแข็ง ซึ่งเป็นการพาไวรัสแบบกลไก คือปากแมลงเปื้อนเลือดจากตัวป่วยแล้วไปกัดตัวถัดไป

จากเอกสารของศูนย์ความมั่นคงอาหารและสาธารณสุขสัตว์ มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตท (CFSPH, ฉบับมีนาคม 2568) ระยะฟักตัวในภาคสนามประมาณ 1-5 สัปดาห์ นั่นแปลว่าโคที่เพิ่งซื้อมาและดูปกติ อาจกำลังฟักตัวอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าดูแข็งแรงในวันที่ซื้อแล้วจะปลอดภัย และ WOAH รายงานว่าไวรัสอยู่ในรอยโรคบนผิวหนังได้นานถึง 35 วัน อยู่ในน้ำนมได้ถึง 11 วัน และในน้ำเชื้อได้ถึง 22 วัน ตัวเลขเหล่านี้คือเหตุผลว่าทำไมต้องแยกตัวป่วยออกให้นานและไม่ควรให้ยืมพ่อพันธุ์หรือใช้น้ำเชื้อจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติ

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติที่ได้จากกลไกนี้มี 2 ข้อ ข้อแรก ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของฟาร์มเล็กไม่ใช่การที่ลมพัดเชื้อมา แต่เป็นการนำโคหรือรถขนโคจากที่อื่นเข้ามา ข้อสอง เมื่อเชื้อมาถึงแล้ว แมลงรอบคอกคือตัวขยายวง ฟาร์มที่คุมทั้งสองข้อได้จะลดความเสี่ยงลงได้มาก แต่ไม่ได้ทำให้เป็นศูนย์

ด่านที่ 1 ควบคุมโคเข้า-ออกฟาร์ม

WOAH ระบุว่าการควบคุมโรคเริ่มจากมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ การตรวจพบเร็ว และการควบคุมการเคลื่อนย้าย แล้วจึงเสริมด้วยวัคซีน สำหรับฟาร์มเล็ก ให้แปลงเป็นกติกาง่าย ๆ ที่ทำได้จริงดังนี้

  • ซื้อโคจากแหล่งที่รู้จักและตามประวัติได้ ถามว่าฟาร์มต้นทางเคยมีโคมีตุ่มหรือไม่ และฉีดวัคซีนอะไรไปแล้วบ้าง ถ้าผู้ขายตอบไม่ได้หรือไม่ยอมให้ดูตัวโคทั้งตัว ให้ถือเป็นสัญญาณเตือน
  • ตรวจทั้งตัวก่อนลงจากรถ ดูผิวหนังบริเวณคอ อก ท้อง ขาหนีบ ใต้หาง เต้านม และรอบเปลือกตา ดูต่อมน้ำเหลืองหน้าไหล่ว่าบวมหรือไม่ และดูน้ำตา น้ำมูกที่ไหลผิดปกติ
  • กักโคใหม่ในคอกแยก วางห่างจากฝูงเดิม ใช้อุปกรณ์ให้อาหารและน้ำแยก และให้คนเดียวกันดูแลฝูงเดิมก่อนแล้วจึงไปดูโคใหม่ ไม่ใช่สลับกัน ระยะเวลากักที่เหมาะสมให้ปรึกษาปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์ แต่ควรคิดให้ครอบคลุมระยะฟักตัวหลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ 2-3 วัน
  • งดเคลื่อนย้ายโคที่มีตุ่มหรือสงสัยป่วย ทั้งขายและยืม เพราะการเคลื่อนย้ายคือเส้นทางที่ทำให้เกิดจุดระบาดใหม่ในที่ห่างไกล ตามที่ทั้ง WOAH และ CFSPH ระบุ
  • ล้างรถและอุปกรณ์ขนส่งก่อนเข้าฟาร์ม ถ้ารถขนโคมาจากหลายฟาร์ม ให้จอดรับ-ส่งนอกบริเวณคอกและไม่ให้คนขับเดินเข้าไปในโซนเลี้ยง
  • จำกัดผู้มาเยี่ยม คนที่เพิ่งเดินคอกโคที่อื่นควรเปลี่ยนรองเท้าหรือจุ่มน้ำยาล้างรองเท้า การป้องกันนี้ช่วยกับโรคอื่น ๆ ด้วย แม้ไวรัสนี้จะไม่แพร่ทางรองเท้าเป็นหลัก

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจในปี 2564 ระบุว่ากรมปศุสัตว์ในช่วงที่โรคระบาดเข้าไทยได้ประกาศให้ไม่เคลื่อนย้ายโคออกนอกตำบลที่พบโรค และให้เกษตรกรสังเกตโคทุกวันหลังฉีดวัคซีนเป็นเวลา 30 วัน (ข่าวเก่า ใช้เป็นภาพประกอบว่ามาตรการเคยเป็นอย่างไร ไม่ใช่ประกาศปัจจุบัน) ถ้าท้องที่ของท่านมีประกาศใหม่ ให้ยึดตามประกาศของปศุสัตว์จังหวัดเป็นหลัก

ด่านที่ 2 ลดแมลงดูดเลือดรอบคอก

เอกสาร CFSPH บอกตรง ๆ ว่าประสิทธิผลของการควบคุมแมลงต่อการหยุด LSD นั้นยังไม่ชัดเจน จึงไม่ควรเชื่อว่าจัดการแมลงอย่างเดียวแล้วจะปลอดภัย แต่ก็เป็นด่านที่ฟาร์มเล็กทำเองได้ถูกที่สุด และช่วยลดความเครียดจากการถูกกัดด้วย รายละเอียดการควบคุมแมลงแต่ละชนิดอยู่ใน บทความเรื่องแมลงดูดเลือดในคอกของเว็บนี้ (อ่านพื้นฐานการเลี้ยงที่ วิธีเลี้ยงวัวเนื้อสำหรับมือใหม่) ที่นี่สรุปเฉพาะหลักที่เกี่ยวกับการป้องกัน LSD

  • แมลงวันคอก ตัวอ่อนไม่ได้เกิดในมูลสด แต่เกิดในกองมูลเก่าที่เปียก เศษหญ้า ฟาง และอาหารที่เน่าชื้น (Gerry, UC Riverside) ให้เกลี่ยมูลบาง ๆ ให้แห้ง หมักปุ๋ย หรือขนออก และกวาดเศษอาหารที่ตกค้างใต้รางทิ้งสม่ำเสมอ
  • เหลือบ ตัวอ่อนอยู่ในโคลนเปียกใกล้แหล่งน้ำเปิด การถมหรือระบายพื้นที่ชื้นแฉะรอบคอกช่วยลดแหล่งเพาะได้
  • ยุง กรมควบคุมโรค (สคร.5) แนะนำให้สำรวจและกำจัดแหล่งน้ำขังทุก 7 วัน เช่น ยางรถยนต์เก่า จานรองกระถาง ถังไม่มีฝา ซึ่งใช้หลักเดียวกันกับรอบคอกโค ส่วนฟาร์มที่มีบ่อน้ำหรือรางน้ำใหญ่ ให้เปลี่ยนน้ำหรือล้างราง
  • ที่พักโค ถ้าติดตั้งได้ มุ้งกันยุงหรือมุ้งตาข่ายที่คอกลูกโค และที่ดักแมลงวันแบบกาวเหนียวบริเวณที่แมลงวันชุกจะช่วยลดจำนวนตัวที่เกาะโค ส่วนสารฆ่าแมลงให้ใช้เมื่อจำเป็นและหมุนเวียนกลุ่ม ตามฉลากและคำแนะนำของปศุสัตว์ ไม่ควรเป็นมาตรการแรก

จุดสังเกตที่ทำให้รู้ว่าแมลงเริ่มเกินระดับ คือโคกระทืบขา สะบัดหาง ยืนรวมกลุ่มชิดกัน หรือกินอาหารน้อยลงช่วงสาย ตำราสัตวแพทย์ Merck ระบุตัวเลขของแมลงวันคอกในโคเนื้อว่า ถ้ามีเกาะที่ขาประมาณ 3 ตัวต่อขาก็เริ่มทำให้น้ำหนักขึ้นช้าลงแล้ว และหากเกาะพร้อมกันเกิน 20 ตัวถือว่าเป็นปัญหา ตัวเลขนี้ใช้เป็นเกณฑ์คร่าว ๆ ให้ลองนับแมลงที่ขาหน้าโคหลายตัวช่วงสายแล้วจดไว้เทียบเป็นสัปดาห์ ๆ

ตารางงานรายสัปดาห์สำหรับฟาร์มเล็ก

ตารางนี้เป็นตัวอย่างการจัดงานเพื่อให้จำง่าย ไม่ใช่มาตรฐานของหน่วยงานใด ปรับตามขนาดฝูงและแรงงานของท่านได้

ความถี่งานจุดที่ต้องสังเกต
ทุกเช้าเดินดูโคและตรวจผิวหนังตุ่มแข็งนูน บวมที่ขา ต่อมน้ำเหลืองหน้าไหล่โต ซึม ไม่กิน น้ำนมลด
ทุกเช้า-เย็นกวาดเศษอาหารใต้ราง ถ่ายน้ำรางที่ค้างอาหารเปียกชื้น เป็นกลิ่นหมัก มีแมลงวันตอม
ทุก 7 วันสำรวจแหล่งน้ำขังรอบคอก คว่ำภาชนะลูกน้ำในยางเก่า ถังไม่มีฝา รางน้ำ
ทุก 1-2 สัปดาห์ขนมูลและวัสดุรองนอนเก่า เกลี่ยกองมูลให้แห้งกองมูลเปียก มีหนอนแมลงวันเป็นแถบสีขาว
ทุกครั้งที่รับโคใหม่ตรวจทั้งตัว ลงคอกกัก บันทึกวันตุ่มหรือสะเก็ด น้ำมูก น้ำตา ไข้
ตามประกาศของปศุสัตว์แจ้งขอฉีดวัคซีนวันนัด ชนิดวัคซีน ตัวที่ฉีดแล้ว

แนะนำให้ติดสมุดจดบันทึกไว้ที่คอก จดวันที่ซื้อโค วันที่ฉีดวัคซีน และตัวที่เริ่มซึม เพราะเมื่อต้องแจ้งปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่จะถามว่าโคตัวไหนมีอาการวันไหน และเคยสัมผัสกับตัวใดมาก่อน

วัคซีนและการแจ้งปศุสัตว์

WOAH ระบุว่าวัคซีนเป็นขั้นหลังจากมาตรการชีวภาพ และการระบาดในกลุ่มประเทศบอลข่านถูกควบคุมได้ภายใน 1-3 เดือนเมื่อความครอบคลุมการฉีดสูงกว่า 80% ของฝูง ตัวเลขนี้มาจากสถานการณ์ของภูมิภาคนั้น ใช้เป็นภาพให้เข้าใจว่า การฉีดเป็นรายตัวสองตัวในฟาร์มเดียวช่วยได้จำกัด ถ้าทั้งตำบลหรืออำเภอฉีดสูงจะได้ผลดีกว่า

ในไทย ข่าวจากกรุงเทพธุรกิจเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2568 รายงานว่ามีวัคซีนจำนวน 7.85 ล้านโดส ตามมติคณะรัฐมนตรี 13 สิงหาคม 2567 และแนะนำให้เกษตรกรแจ้งขอฉีดที่ปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอ ส่วนสำนักงานปศุสัตว์เขต 2 ได้เผยแพร่ข่าวเมื่อ 9 มิถุนายน 2569 ว่ามีการฉีดวัคซีนปากและเท้าเปื่อยและลัมปีสกินให้โค 30 ตัวที่บ้านค่าย จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการปีงบประมาณ 2569 พร้อมแนะนำเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ

สิ่งที่ผู้เขียนตรวจไม่พบ ณ วันที่เขียน (7 พฤศจิกายน 2569) คือประกาศตารางฉีดวัคซีน LSD ฉบับกลางประเทศสำหรับรอบปลายปี 2569 ที่ยืนยันได้จากหน้าทางการ จึงไม่ขอระบุว่าฉีดเดือนไหน กี่เข็ม หรือโคอายุเท่าไรเริ่มฉีดได้ รายละเอียดเหล่านี้ขึ้นกับชนิดวัคซีนและโครงการของแต่ละจังหวัด ให้โทรสอบถามปศุสัตว์อำเภอโดยตรง หรือติดต่อสายด่วนของกรมปศุสัตว์ ที่ข่าวปี 2564 เคยระบุไว้ว่า 063-225-6888 (เบอร์นี้มาจากข่าวเก่า ควรยืนยันอีกครั้งว่ายังใช้ได้)

โคที่ฉีดวัคซีนมีชีวิตสายพันธุ์ลดความรุนแรง อาจมีปฏิกิริยาที่ตัวในโคส่วนน้อย (CFSPH) เช่น มีตุ่มบวมเล็ก ๆ หรือไข้ชั่วคราว ให้ตั้งใจสังเกตหลังฉีดและแจ้งเจ้าหน้าที่หากอาการหนักกว่าปกติ ส่วนระยะพักเนื้อหรือพักน้ำนมหลังฉีดไม่ได้ตรวจยืนยันจากแหล่งที่เปิดอ่านได้ จึงให้สอบถามจากสัตวแพทย์ผู้ฉีด

เมื่อพบตุ่มในคอก ทำอะไรทันที

  1. แยกโคตัวที่สงสัยออกจากฝูงทันที ไปคอกที่ห่างออกไป และห้ามเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์ม
  2. ถ่ายรูปตุ่มและตำแหน่งบนตัว จดวันที่เริ่มสังเกตและตัวที่อยู่ใกล้กัน
  3. แจ้งปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์ ไม่ต้องรอให้ลุกลามหลายตัว เพราะการตรวจพบเร็วเป็นหัวใจของการควบคุม
  4. ให้คนดูแลโคป่วยทำงานที่คอกป่วยเป็นหลัก และเปลี่ยนเสื้อผ้า-ล้างมือก่อนกลับไปฝูงปกติ
  5. ลดแมลงที่คอกป่วยเป็นพิเศษ เพราะรอยโรคบนผิวหนังเป็นแหล่งที่แมลงมาเอาไวรัสไปต่อ
  6. ห้ามฝังหรือทิ้งซากเอง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพราะ CFSPH ระบุถึงการจัดการซากด้วยมาตรการกำจัดแมลงและกักกัน

เรื่องที่เกษตรกรมักถามต่อคือเนื้อและนมยังบริโภคได้หรือไม่ WOAH ระบุว่าไม่พบหลักฐานของไวรัสในเนื้อ แต่ไวรัสอยู่ในน้ำนมได้ถึง 11 วัน รายละเอียดเรื่องนมอ่านต่อได้ใน บทความเรื่องน้ำนมโคที่เป็นลัมปีสกิน ส่วนการแยกว่าตุ่มบนตัวเป็น LSD หรือโรคผิวหนังอื่น มีอธิบายแยกไว้ใน บทความเรื่องลัมปีสกินต่างจากโรคผิวหนังอื่นอย่างไร และหากพบตุ่มสงสัย ให้เรียกสัตวแพทย์เป็นผู้วินิจฉัย ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตัวเอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในฟาร์มโคเล็ก

  • ซื้อโคตัวถูกจากพ่อค้าที่ไม่ทราบประวัติ แล้วปล่อยเข้าฝูงเลยทันที ทั้งที่ระยะฟักตัวอาจยาวถึง 5 สัปดาห์
  • เชื่อว่าโคที่ไม่มีตุ่มคือโคปลอดโรค โคบางตัวติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการชัด จึงควรกักตามระยะที่สัตวแพทย์แนะนำ
  • ฉีดวัคซีนแล้วเลิกระวังแมลง วัคซีนลดโอกาสป่วยแต่ไม่ได้ทำให้โคปลอดภัยเต็มที่ ต้องคุมการเคลื่อนย้ายและแมลงต่อ
  • ปล่อยมูลกองชื้นข้างคอก แมลงวันคอกเพาะพันธุ์ในกองเก่าที่เปียกและเศษอาหารเน่า ไม่ใช่ในมูลสด
  • ขายหรือย้ายโคป่วยเพื่อตัดขาดทุน เป็นการสร้างจุดระบาดใหม่ในที่อื่น และอาจเกี่ยวกับข้อกำหนดของปศุสัตว์
  • ไม่จดบันทึก เมื่อเกิดเหตุจริง จะย้อนไม่ได้ว่าโคตัวไหนเข้ามาเมื่อไร

สรุป

ป้องกันลัมปีสกินในฟาร์มเล็กคือการทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ครบและสม่ำเสมอ ได้แก่ ควบคุมโคเข้า-ออก กักโคใหม่ จัดการแหล่งเพาะแมลงรอบคอก ฉีดวัคซีนตามโครงการของปศุสัตว์ และแยกตัวสงสัยแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เรื่องจังหวะฉีดอ่านเพิ่มที่ บทความวัคซีนลัมปีสกินในโค ยังไม่พบประกาศตารางฉีดวัคซีนกลางที่ยืนยันได้สำหรับปลายปี 2569 จึงให้สอบถามปศุสัตว์อำเภอโดยตรง และอ่านเรื่องอาการเทียบกับโรคอื่นประกอบ รวมถึงเรื่อง ปริมาณหญ้าที่โคต้องกินต่อวัน เพื่อให้โคแข็งแรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄WOAH — Lumpy skin disease — https://www.woah.org/en/disease/lumpy-skin-disease/ (การแพร่ ระยะที่ไวรัสอยู่ในรอยโรค น้ำนม น้ำเชื้อ และแนวทางควบคุม)
  • 📄CFSPH Iowa State University — Lumpy Skin Disease fact sheet (มี.ค. 2568) — https://www.cfsph.iastate.edu/Factsheets/pdfs/lumpy_skin_disease.pdf (แมลงพาหะ ระยะฟักตัว มาตรการกักกัน)
  • 📄Merck Veterinary Manual — Stable Flies — https://www.merckvetmanual.com/integumentary-system/flies/stable-flies (วงจรชีวิตและเกณฑ์จำนวนแมลงวันคอก)
  • 📄Gerry (UC Riverside) — Stable Fly — https://www.veterinaryentomology.org/stable-fly (แหล่งเพาะและการจัดการมูล)
  • 📄กรมควบคุมโรค สคร.5 — https://ddc.moph.go.th/odpc5/news.php?news=44440&deptcode=odpc5 (สำรวจแหล่งเพาะยุงลายทุก 7 วัน ข่าว 10 ก.ค. 2567)
  • 📄กรุงเทพธุรกิจ — วัคซีน LSD 7.85 ล้านโดส (22 ก.พ. 2568) — https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1167954 (ข่าว ไม่ใช่ประกาศทางการ)
  • 📄ปศุสัตว์เขต 2 — ข่าวฉีดวัคซีน FMD/LSD ระยอง (9 มิ.ย. 2569) — https://region2.dld.go.th/index.php/th/news-office7/7-khawsar-psusatw-xaphex/news2569-1825 (ตัวอย่างโครงการปีงบประมาณ 2569)
  • 📄ฐานเศรษฐกิจ — มาตรการกรมปศุสัตว์ช่วงระบาด 2564 — https://www.thansettakij.com/business/482731 (ข่าวเก่า ใช้ประกอบเท่านั้น)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ลัมปีสกินติดต่อจากโคสู่คนไหม

แหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนเปิดอ่านจาก WOAH และ CFSPH อธิบายโรคนี้เป็นโรคของโคและกระบือ ไม่ได้ระบุว่าเป็นโรคติดต่อสู่คน หากกังวลเรื่องการบริโภคหรือการสัมผัส ให้สอบถามสัตวแพทย์หรือปศุสัตว์อำเภอ

ฟาร์มโคเล็กไม่มีเงินซื้อมุ้งหรืออุปกรณ์เยอะ เริ่มจากอะไรดี

เริ่มจากสิ่งที่แทบไม่มีค่าใช้จ่าย คือกวาดเศษอาหารใต้รางทุกวัน เกลี่ยหรือขนมูลเก่า คว่ำภาชนะน้ำขังทุก 7 วัน และไม่รับโคใหม่เข้าฝูงโดยตรง ส่วนอุปกรณ์เช่นที่ดักแมลงวันค่อยเพิ่มเมื่อมีงบ

ฉีดวัคซีนแล้วทำไมยังต้องกักโคใหม่

เพราะวัคซีนไม่ได้คุ้มกันครบทุกตัวเสมอไป และโคที่ซื้อมาอาจกำลังฟักเชื้อ การกักช่วยให้เห็นอาการก่อนเข้าฝูง

สังเกตว่าโคเริ่มเป็นลัมปีสกินจากอะไรก่อน

ตามเอกสารวิชาการ อาการมักมีไข้ ซึมลง ต่อมน้ำเหลืองใต้ผิวหนังโต และมีตุ่มนูนแข็งตามตัว แต่ลักษณะแบบนี้คล้ายโรคผิวหนังอื่นได้ ให้แยกตัวไว้ก่อนแล้วเรียกสัตวแพทย์

ควรแจ้งใครเมื่อสงสัยว่าโคเป็นโรค

ปศุสัตว์อำเภอหรือปศุสัตว์จังหวัดที่ดูแลพื้นที่ หรือสัตวแพทย์ที่ใช้งานประจำ ตัวอย่างเช่นสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดระยองมีเบอร์ 0 3868 6644 ตามข่าวของปศุสัตว์เขต 2 แต่พื้นที่อื่นให้ใช้เบอร์ของจังหวัดตนเอง